โบรกฯ ชี้ 'หุ้นไทย' ปรับฐานระยะสั้น เชื่อระยะยาวดัชนีขาขึ้น

โบรกฯ ชี้ 'หุ้นไทย' ปรับฐานระยะสั้น เชื่อระยะยาวดัชนีขาขึ้น
6 พฤษภาคม 2564
991

หุ้นไทยร่วงหนัก 33.91 จุด เซ่นพิษโควิดในประเทศ กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด กดดันต่างชาติขายสุทธิหมื่นล้าน  โบรกฯ ชี้เดือน พ.ค.ดัชนีมีโอกาสปรับฐานระยะสั้น แต่ระยะยาวดัชนียังเป็นขาขึ้น

ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยวานนี้ (5 พ.ค.2564) ปรับตัวลงแรง 33.91 จุด หรือ 2.14% ปิดที่ 1,549.22 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 127,109.24 ล้านบาท เหตุกังวลผู้ติดเชื้อโควิด-19 อยู่ระดับสูง กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด

นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 10,475.57 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 2,064.22 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 637.34 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 13,177.14 ล้านบาท

162022657048

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ปรับลงจากความกังวลสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ภายหลัง นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยแทนธนาคารสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินเอาไว้ และความกังวลจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศที่ยังเพิ่มขึ้น สวนทางกับอัตราการฉีดวัคซีนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้คาดว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสจะปรับฐานในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือน พ.ค. โดยประเมินแนวรับ 1,535 จุด และแนวต้านที่ 1,620 จุด แต่เชื่อว่าระยะยาวตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (บอนด์ยิลด์) ที่แท้จริงยังติดลบในระดับสูง

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า คาดดัชนีหุ้นไทยเดือน พ.ค.มีโอกาสปรับฐาน โดยประเมินแนวรับที่1,545-1,530 จุด ตามลำดับ และในกรณีเลวร้ายมีความเสี่ยงหลุด 1,500 จุด ขณะที่แนวต้านให้ไว้ที่ 1,600 จุด โดยปัจจัยลบมาจากความกังวลที่เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้  รวมถึงถูกดดันจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศที่ปรับขึ้นแตะระดับ 2,000 คนต่อวันอีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบจากปรากฏการณ์ Sell in May ที่สถิติหุ้นไทยในช่วง 10 ปีย้อนหลัง พบว่า ในเดือน พ.ค.มีความเสี่ยงให้ผลตอบแทนเป็นลบสูงถึง 70% แต่ทั้งนี้ระยะยาวยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย เพราะคาดหวังว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะมีความคืบหน้าและมีการกระจายอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มผู้ติดเชื้อรายวันยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การกระจายวัคซีนโควิด-19 ยังค่อนข้างล่าช้า รวมถึงมีแรงขายจากกลุ่มธนาคาร เพราะกังวลกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2564 ได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองหนี้ที่อาจสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยังมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก และความคาดหวังการกลับมาเปิดประเทศ โดย บล.เมย์แบงก์ฯ คงเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,600 จุด

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ เฟทโก้ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 124.37 ปรับตัวลง 14.6% จากเดือนก่อน และปรับตัวลงต่ำสุดในรอบ 6 เดือน แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง โดยโควิด-19 ระลอกใหม่เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นมากที่สุด แต่แผนกระจายวัคซีนเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด 

ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลควรจัดหาวัคซีนไว้มากกว่าเป้าหมาย 100 ล้านโดส เพื่อรองรับการฉีดเข็มที่ 3 และเพื่อรองรับความต้องการฉีดต่อเนื่องในปี 2565  ซึ่งจะสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน แต่ขึ้นอยู่ความรวดเร็วในการฉีดวัคซีน  โดยยังเชื่อว่าหุ้นไทยมีแนวโน้มอยู่ในขาขึ้นใน 12 เดือนข้างหน้า จากปัจจัยวัคซีน การเปิดประเทศ กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโต หนุนเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า คาดทยอยซื้อในครึ่งปีหลัง 2564

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง