สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร ‘โควิด’ระลอก3 หนักกว่าเดิม แต่ไม่ปลดพนักงาน

สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร  ‘โควิด’ระลอก3 หนักกว่าเดิม แต่ไม่ปลดพนักงาน
1 พฤษภาคม 2564 | โดย กนกพร โชคจรัสกุล
2,094

ช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดตั้งแต่ระลอก 1-3 ผู้บริหาร"โรงแรมเอเชีย"ไม่เคยคิดจะปลดพนักงาน ถ้าอย่างนั้นเขาพยุงธุรกิจโรงแรมและบริหารจัดการพนักงานที่ไม่ค่อยมีงานทำอย่างไร

"ตอนนี้ทุกคนก็คงจะรอวัคซีน ในฐานะภาคเอกชน เราได้ร่วมมือกับสมาคมโรงแรมฯ กับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กับหอการค้า กับสมาคมธนาคาร พยายามให้รัฐบาลเร่งเรื่องวัคซีน เพราะเมื่อไรก็ตามที่เรามีวัคซีนพอจำนวน จะทำให้ภาพรวมของเราอยู่กันได้ ถ้าปลายปีเราอยู่กันได้ ต้นปีหน้าเราก็จะโชคดีเริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาบ้างนะครับ"

      สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) เปิดใจกับจุดประกาย ถึงทางออกที่ภาครัฐจะต้องเร่งมือจัดหาวัคซีนให้กับทุกคนเพื่อให้ทุกภาคส่วนทุกกิจการดำเนินต่อไปได้

หลายคนคงจำได้ การแพร่ระบาดโควิดระลอกแรก ผู้บริหารโรงแรมเอเชียกรุงเทพฯ ปรับตัวได้เร็วมาก เป็นโรงแรมแรก ๆ ที่เปิดครัวชั้นล่างขายอาหารเดลิเวอรี่ จนตอนนี้ทำกันทั่วเมือง ส่วนการแพร่ระบาดโควิดระลอก เขาก็ไม่คิดจะปลดพนักงาน แต่ใช้วิธีลดจำนวนวันทำงานเหลือครึ่งเดือน และไม่จ้างงานบุคคลภายนอกทำงาน 

จึงไม่ต้องแปลกใจ หากเดินเข้าโรงแรมเอเชียกรุงเทพฯ แล้วเห็น รปภ.หญิง คนเหล่านั้นแปลงร่างจากแคชเชียร์หรือพนักงานเสริฟ ที่มีโอกาสทำงานแค่ครึ่งเดือน มาทำงานอีกส่วน

และนี่คือเรื่องราว การปรับตัวระลอก 3 ของโรงแรมเอเชีย...

161978172060

สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร

การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 3 มีผลกระทบอย่างไรบ้าง

"โรงแรมเอเชียในประเทศไทยมีอยู่ 6 แห่ง ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง เพราะโลเคชั่นคนละที่กัน โรงแรมเอเชียกรุงเทพฯ มีห้องพักอยู่ 600 ห้อง ปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 เริ่มมีสถานการณ์แพร่ระบาดโควิดรอบแรก ตอนนั้นยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่บ้าง อัตราการเข้าพัก ก็ยังไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก

แต่หลังจากเดือนมีนาคม ก็หยุดการเดินทางกัน ต่างชาติไม่มีเข้ามาแล้ว เหลือแต่คนไทยที่เดินทางกัน มีประชุมสัมมนากันบ้าง ประเทศไทยก็เริ่มล็อกดาวน์ ปิดการเดินทางทั้งหมด มีคำสั่งปิดศูนย์การค้าและคำสั่งปิดอะไรต่ออะไร ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน จากตรงนั้นเป็นต้นมาเราก็รัดเข็มขัดกันเต็มที่

สิ่งที่จะทำได้ตอนนั้นมีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือเรื่องของอาหาร ที่เป็นเดลิเวอรี่ เพื่อให้พนักงานบางส่วนมีโอกาสเข้ามาทำงาน ได้เข้ามาขายอาหาร หารายได้บางส่วน เข้ามาเป็นเงินเดือนของเขาบ้าง

ส่วนที่สอง ช่วงไตรมาสที่ 3-4 หลังจากเปิดคลายล็อกดาวน์ ก็มีประชุมสัมมนาบ้าง รวมถึงคนไทยที่อยู่ต่างจังหวัดก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เนื่องจากโรงแรมเราอยู่ตรงกลางเมือง เป็นทำเลที่คนที่เคยมาจะเคยชินกับการเดินทางที่สะดวกสบายด้วย BTS และอะไรต่างๆ เรามีลูกค้าคนไทยเป็น Base (ฐาน) อยู่พอสมควร ช่วงนั้นยังพอมีลูกค้าอยู่ จาก 600 ห้อง ก็มีอัตราการเข้าพักประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์"

ในส่วนของพนักงานจะต้องมีการปรับหรือลดจำนวนลงไหม

"เราไม่มีการปลดพนักงาน ที่มีอยู่ประมาณ 500 กว่าคน ก็คุยกันว่า เราจะอยู่ได้ยังไงในสถานการณ์แบบนี้ ทางเลือกที่จะเป็นไปได้คือ 1) ลดจำนวนพนักงานลง 2) ลดอัตราเงินเดือนลง เพื่อให้ทุกคนยังอยู่กันได้ แล้วโรงแรมก็พยายามหารายได้เข้ามา จะพยุงกันไป เพราะถ้าเราปิดเลย จะทำยังไงกับคนทั้งหมด

หลายๆ โรงแรมเขาเลือกวิธีปิดโรงแรมเลย เพราะว่าเขาไม่มีลูกค้าเลย แต่ของเราปิดเฉพาะช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายสั่งปิดประเทศเท่านั้น ปิดไปสามเดือน ช่วงสามเดือนนั้นพนักงานก็รับเงินจากประกันสังคมไป ซึ่งเป็นส่วนที่ภาคอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวไปต่อสู้ดิ้นรนจนได้มา รัฐบาลจ่าย

หลังจากนั้นก็กลับมาโหมดแชร์กันว่า เราจะทำยังไงให้คนทั้งหมดอยู่ได้ โดยที่ยังพอมีพอกิน แต่ในระยะยาวบริษัทก็ต้องอยู่ได้ด้วย เพราะถ้าบริษัทอยู่ไม่ได้ ทั้งหมดก็ตกงาน ก็ตกลงกันว่า ทำงานครึ่งเดือน รับเงินเดือนครึ่งหนึ่ง"

แต่ก็ไม่ใช่ 100 เปอร์เซนต์ที่ได้มาทำเต็มครึ่งเดือน บางส่วนอาจจะได้ทำ 10-12 วัน แล้วก็รับเงินเดือนไปตามส่วน ทางโรงแรมเอเชียได้ยกเลิกการจ้างงานบุคคลภายนอก (Outsource) แล้วให้พนักงานปัจจุบันที่ยินดีจะมารับงานส่วนนั้นได้ทำแทน เช่น งานทำความสะอาด งานรักษาความปลอดภัย (รปภ.)

ในช่วงนี้ ถ้าเข้ามาในโรงแรมอาจจะเห็น รปภ.ที่เป็นผู้หญิง ซึ่งตำแหน่งเดิมคือแคชเชียร์ Coffee Shop, แคชเชียร์ Front Office หรือพนักงานเสิร์ฟ บางคนเขายินดีจะไปเป็น รปภ. เขาก็มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากงานประจำที่เขาทำแล้ว เหลือครึ่งเดือน เราก็พยายามสู้กันแบบนี้

ตั้งแต่กรกฎาคม 2563 จนมาถึงปลายปีนี้ก็หนักเยอะขึ้น เพราะว่าแขกที่เคยมี หรือคนไทยที่เคยมาประชุมสัมมนาก็เงียบหายไป รายได้จากการขายอาหารเดลิเวอรี่ ก็ไม่ได้ดีเหมือนตอนที่ล็อกดาวน์ ตอนนั้นจะขายดี เพราะร้านอาหารในศูนย์การค้าถูกปิดหมด แล้วหลายๆ แห่งเขายังไม่ได้ขยับเรื่องเดลิเวอรี่ แต่ตอนนี้ทุกคนทำเดลิเวอรี่หมดแล้ว ร้านอาหารก็ไม่ได้ปิด

การขายอาหารเดลิเวอรี่ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง

"ก็ไม่ได้ดีมากครับ แต่ว่ายังขายได้ เพราะว่าเราไม่ได้ขายราคาสูง เราขายในนามของโรงแรมเอเชีย โรงแรม 4 ดาว แต่ว่าราคาเกือบจะลงไปสู้กับตลาด เราขาย 80-100 บาท เมื่อเทียบคุณภาพกับร้านอาหารทั่วไป ราคาก็เท่าๆ กัน"

เมนูอาหารยอดฮิตของโรงแรมได้นำมาเป็นตัวชูโรงด้วยไหม

"ใช่ครับ เราใช้ห้องอาหาร 3 ห้องของเราคือ Coffee Shop, ห้องอาหารจีน, ห้องอาหารเวียดนาม เลือกมาจาก 3 ภัตตาคารนี้มาขายเป็นตัวหลัก เช่น Coffee Shop เราจะมีข้าวอบสับปะรด ห้องอาหารจีนมี ขนมจีบซาลาเปา ห้องอาหารเวียดนามมี เฝอ, แหนมเนือง มาอยู่ในเมนูขายเดลิเวอรี่ทั้งหมด

อีกอย่างหนึ่งใน Coffee Shop เราทำเป็นเหมือนบุฟเฟต์ แต่ไม่ได้ทำอาหารมาให้ตักกัน มาถึงก็สั่งตามออเดอร์ All You Can Eat คิดราคาต่อหัว เป็นอาหารจาก 3 ภัตตาคารเช่นเดียวกัน ยังมีบุฟเฟต์อยู่ แต่ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเรียกว่าเกือบจะขายไม่ได้ เพราะคนไม่ออกจากบ้านกัน"

คิดเห็นอย่างไรกับการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามา

"จริงๆ แล้วเรื่องนี้ภาคเอกชนพยายามผลักดัน ทั้ง Sandbox ก็เป็นความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เรากับรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯได้พูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา ผ่านสมาคมโรงแรมฯ สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กิจกรรมต่างๆ ที่ทำทั้งหมดก็เป็นแนวคิดที่ร่วมกันคิด เป็นความพยายามที่จะต้องนับหนึ่งของประเทศให้ได้ครับ"

ในส่วนของโรงแรมเอเชียสาขาอื่นๆ ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง

"ต่างกันเยอะ ที่พัทยา เรามีอาคาร มีที่ดินเยอะ มีรั้วรอบขอบชิด เราก็เสนอตัวเป็น State Quarantine (สถานกักตัวป้องกันการแพร่ระบาด) ตั้งแต่แรก เราก็รับมาทำตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ตอนนี้ก็กำลังจะเสนอตัวเป็น Hospitel (โรงพยาบาลในรูปแบบของโรงแรม)

ถ้าเป็นเอเชียแอร์พอร์ท เป็นโรงแรมที่ใช้ประชุมสัมมนาได้อยู่ในศูนย์การค้า มีลักษณะใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ ส่วนโรงแรมเอเชียชะอำ เรามี 200 ห้อง ก็มีกรุ๊ปประชุมสัมมนาเป็นหลัก เรายังได้พวกประชุมสัมมนาอยู่ แต่ช่วง 1-2 เดือนนี้ไม่มีแล้ว"

ยังสามารถเข้าพักได้ไหม

"เอเชียกรุงเทพ, เอเชียแอร์พอร์ต, เอเชียชะอำ, และ 2 โรงแรมที่เชียงใหม่พักได้ เปิดตามปกติ ที่เชียงใหม่เป็นโรงแรมขนาดเล็ก ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร เรามี แห่ง แห่งแรก 70 ห้อง อีกโรงแรม 20 ห้อง ก็ว่ากันไปตามสถานการณ์ ในส่วนของเอเชียกรุงเทพ เราเปิดให้เข้าพักได้ตามปกติ ตั้งแต่กรกฎาคม ปี 2563 เป็นต้นมา เรามีแขกเข้าพักพอสมควร มีแค่ห้องจัดเลี้ยง, เฮลท์คลับ, สปา, สระว่ายน้ำ, สนุกเกอร์ ที่ถูกสั่งปิด แต่ห้องพักโรงแรม, ห้องอาหารยังเปิดอยู่ตามปกติ เดลิเวอรี่ยังขายอยู่"

คิดเห็นอย่างไรกับเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน

"ผมว่าภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทย ยังมีอนาคต ไม่ใช่สิ้นหวัง แต่ตอนนี้ทุกคนก็ทราบอยู่แล้วว่า รอให้วัคซีนกระจายพอสำหรับประเทศไทย รวมทั้งประเทศที่จะเป็นลูกค้าด้านการท่องเที่ยวกับเราด้วย

เราคาดหวังว่า ถ้าปีหน้าเราโชคดีพอที่จะเปิดประเทศได้ ก็จะเริ่มมีนักท่องเที่ยวเดินทางกัน ถ้าองค์ประกอบเรื่องความปลอดภัย ถูกทำให้เป็นภาพบวกแล้ว คนที่อัดอั้นก็จะออกมาเดินทาง อาจจะกลางปี 2565 ก็หวังว่าทุกคนยังจะสู้กันต่อไปนะครับ แต่สิ่งสำคัญคือดูแลพนักงานของเรา ดูแลคนในครอบครัวเรา ดูแลคนในบริษัทเรา พอถึงเวลาเราก็พร้อมที่จะออกมาสู้กัน คิดว่าโรงแรมที่เขาทำกันๆ มาอยู่หลายสิบปี ก็พร้อมที่จะออกมาเมื่อมีลูกค้า"

เหมือนกองทัพที่พร้อมรบ แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาพัก ? 

"ใช่ครับ ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ โรงแรมไหนที่ไม่มีลูกค้าพื้นฐานที่เป็นคนไทยเลย เขาอาจจะต้องหยุดสักพัก พอมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ก็จะกลับมาบริการตามปกติ แต่ผมยังมั่นใจอยู่นะครับ ในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้า ยังไงๆ มันก็ต้องกลับมา"

 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง