'ไบเดน'เผยแผนฟื้นศก.เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

'ไบเดน'เผยแผนฟื้นศก.เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
29 เมษายน 2564
189

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐ แถลงต่อสภาคองเกรสถึงการฟื้นตัวของสหรัฐหลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมุ่งเน้นไปที่บทบาทของรัฐบาลกลาง

ปธน.ไบเดน แสดงทัศนะว่า การฟื้นฟูประเทศหลังจากที่ต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์เป็นเวลาหนึ่งปี, การเสียชีวิตจากโรคระบาด และความเสียหายทางเศรษฐกิจนั้น เป็นโอกาสที่จะโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นว่า สหรัฐมีความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น และพร้อมสำหรับการลงทุนมูลค่ามหาศาลด้วยเงินจากผู้เสียภาษี

ปธน.ไบเดนแถลงถึงแผน "American Families Plan" ซึ่งเป็นมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านเครดิตภาษีวงเงิน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ และมาตรการเร่งด่วนอื่นๆ สำหรับประชาชนในสหรัฐทั้งการดูแลเด็ก, การให้สิทธิลางานเพื่อดูแลครอบครัวโดยยังได้รับค่าตอบแทน และการยกเว้นค่าเล่าเรียนสำหรับวิทยาลัยในชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากการขึ้นภาษีคนรวยในสหรัฐครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

ปธน.ไบเดนยังกล่าวถึงแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยสร้างงานให้กับชาวอเมริกันที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

"เกือบ 90% ของงานด้านโครงสร้างพื้นฐานในแผน American Jobs Plan ไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับวิทยาลัย" ปธน.ไบเดนกล่าว "ส่วน 75% ไม่ต้องมีวุฒิอนุปริญญา" และเพิ่มเติมว่า "แผนการลงทุนนี้เป็นต้นแบบที่ผู้ใช้แรงงานจะได้ร่วมกันสร้างอเมริกา"

"ประชาชนเก่งๆ อยู่ที่วอลล์สตรีท แต่วอลล์สตรีทไม่ได้สร้างประเทศนี้ขึ้นมา" ปธน.ไบเดนกล่าว "ชนชั้นกลางต่างหากที่สร้างประเทศนี้ และสหภาพแรงงานสร้างชนชั้นกลาง"

ข้อเสนอเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาทั้งสองแผนนั้นมีขึ้น หลังจากที่ปธน.ไบเดนได้เสนอแผน American Rescue Plan วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นหนึ่งในมาตรการให้ความช่วยเหลือที่ต่อเนื่องกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

การแถลงของปธน.ไบเดนยังเป็นการฉลองโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ฉีดให้ประชาชนไปแล้วกว่า 315 ล้านโดส รวมถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มอบเช็คให้กับผู้เสียภาษีเป็นวงเงินกว่า 160 ล้านดอลลาร์ด้วย

ปธน.ไบเดนยังระบุด้วยว่า "ความคืบหน้าของเราในช่วง 100 วันที่ผ่านมาในการต่อสู้กับโรคระบาดหนึ่งในครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ถือเป็นความสำเร็จในด้านโลจิสติกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐ"

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง