ยังคงมุมมองผลประกอบการจะช่วยลดความตึงตัวของ Valuation หุ้นทั่วโลก

ยังคงมุมมองผลประกอบการจะช่วยลดความตึงตัวของ Valuation หุ้นทั่วโลก

ยังคงมุมมองเชิงบวกจากทิศทางของผลประกอบการ

หุ้นยุโรปและสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นโดยหลักมาจากการรายงานผลประกอบการที่อยู่ในทิศทางฟื้นตัวขึ้นและดีกว่าคาด จะช่วยทำให้ Valuation ของหุ้นทั่วโลก ลดระดับความตึงตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่เราให้น้ำหนักและยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเก็งกำไรในช่วง 1 เดือนข้างหน้า แม้ในระยะสั้นตลาดอาจผันผวนจากความกังวลสถานการณ์โควิดในหลายประเทศ อาจกดดันให้การฟื้นตัวล่าช้ากว่าแผนการ หรือกรทบต่อความต้องการใช้สินค้าโภคภัณฑ์บ้าง แต่ภาพรวมโมเมนตัมเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มเหล็กและเดินเรือมีแนวโน้มไปต่อ ดัชนี Baltic Dry Index (BDI) ปรับขึ้นสู่ 2,710 จุด เพิ่มขึ้น 9.63% โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของดัชนีเรือขนาดใหญ่อย่าง Capesize (+16.19%) และ Panamax (+5.52%) เนื่องจากผู้ประกอบการเหมืองเหล็กอย่าง BHP และ Rio Tinto ต่างออกมาให้ข้อมูลถึงการส่งมอบสินแร่เหล็กที่ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 1/64 เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักในออสเตรเลียทำให้เกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์ ทำให้อุปทานเหล็กยังคงตึงตัวขณะที่ความต้องการใช้ยังเร่งตัวขึ้น สำหรับเรือขนาดเล็ก ค่าระวางปรับขึ้นน้อยกว่า ทั้ง Supramax (+2.71%) และ Handymax (+1.89%) แม้เรือของ TTA และ PSL จะอยู่ในกลุ่มเรือเล็ก แต่เราคาดจะได้อานิสงค์จากทิศทางค่าระวางที่เป็นขาขึ้น ขณะที่ราคาเหล็กทั้งตลาดโลกและในประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งกาฟื้นตัวของงานก่อสร้างที่ชะลอไปในปีก่อน ทำให้แนวโน้มผลประกอบการบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็กในช่วงครึ่งแรกของปีจะค่อนข้างแข็งแกร่ง เป็นปัจจัยสนับสนุนการเก็งกำไร

ติดตามตัวเลขส่งออกและการปรับประมาณการเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ ยอดขายรถยนต์ในประเทศ (22 เม.ย.), ยอดส่งออก (23 เม.ย.) และการปรับประมาณการเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง (28 เม.ย.) ซึ่งเราประเมินเป็นบวกต่อหุ้นในกลุ่มอาหารและสินค้าเกษตร อาทิ CPF, TU, TVO, CPI, TWPC เป็นต้น ขณะที่การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และสหรัฐฯ (FOMC) ในวันที่ 22 เม.ย.และ 28 เม.ย. อาจมีบวกหากทางยุโรปมีมาตรการเกี่ยวกับการเยียวยาเศรษฐกิจ ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ เรามองเฟดจะยังคงย้ำถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและแสดงความไม่กังวลต่อเงินเฟ้อช่วงสั้นที่อาจเร่งตัวขึ้น

กลยุทธ์ยังเน้นเลือกเก็งกำไรรายตัวในธีมที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) ธนาคาร จากการผ่อนคลายเศรษฐกิจ และมาตรการออก REIT buy back รวมถึง Asset warehousing เราชอบธนาคารที่ยัง Laggard อย่าง BBL, SCB, TISCO 2) กลุ่มการแพทย์ BCH, CHG 3) ได้ประโยชน์จากเราชนะ TNP เนื่องจากเป็นร้านค้าธงฟ้า 4) ไฟฟ้าชุมชน เรามองบวกต่อพลังงานทดแทน โดยเฉพาะ ETC และ ACE 5) Re-rating PTG 6) ปันผลและกองรีทส์ ADVANC, BTSGIF, CPNREIT, AIMIRT, FTREIT, EASTW, WHAUP, TTW, TIP 7) กลุ่มพลังงาน ปิโตรฯ PTT, PTTGC, IVL, TOP ส่วน SCC ยังขึ้นน้อยที่สุดใน 1 ปี ที่ผ่านมา 8) งบไตรมาส 1/64 โดดเด่น ได้แก่ SCC, BANPU, SUPER, TVO, PTT, FTREIT, WHART, EASTW, WHAUP 9) การขายประกันโควิด บวกต่อ THRE, TIP, TQM

ภาพรวมกลยุทธ์ แกว่งขึ้นทดสอบ 1,600 จุด แม้ระยะสั้นอาจผันผวนจากความกังวลการระบาดระลอกใหม่ แต่ยังมองหลังสงกรานต์ฟื้นตัวจากผลประกอบการไตรมาส 1/64 เน้นเลือกหุ้นผสมระหว่างฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและทยอยสะสมหุ้นปันผลสูง กองรีทส์ที่มีการถือครองต่ำ รวมถึงหุ้นที่ยังขึ้นน้อย // หุ้นแนะนำวันนี้ เก็งกำไร CPF*, PTG*, EASTW*, TTA*

แนวรับ 1,565 / แนวต้าน : 1,580-1,600 จุด สัดส่วน : เงินสด 40% : พอร์ตหุ้น 60%

 

ประเด็นการลงทุน

นายกฯเตรียมคุมเข้มรอบใหม่หากโควิด-19 ยังไม่ดีขึ้น. พล.อ.ประยุทธ์เผยหากสถานการณ์โควิด-19 ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้ายังไม่ดีขึ้นจะเพิ่มความควบคุมแบบเข้มข้น ด้านสาธารณสุขระบุ 6 รายทีมีอาการแพ้เหตุเกิดจากวัคซีน

กกร.ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 64 ลงเป็นขยายตัวในกรอบ 1.5%-3.0%. จากเดิมให้กรอบไว้ที่ 1.5%-3.5% โดยประมาณการนี้ขึ้นอยู่กับการฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมายและมาตรการเยียวยาภาครัฐ 2 แสนลบ.ที่จะเข้ามา หากไม่มีเม็ดเงินดังกล่าว

คลังขยายเวลาลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน. คลังขยายเวลาปรับลดภาษีน้ำมันเครื่องบินไอพ่นเหลือ 0.20 บาท/ลิตร จากเดิมสิ้นสุด 30 เม.ย. ออกไปถึง 31 ธ.ค. 64 รับเปิดประเทศ

ศาลยกคำร้องคมนาคมระงับจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์. ศาลปกครองกลางยกคำร้อง ก.คมนาคม-ร.ฟ.ท. ขอระงับจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์ 2.5 หมื่นลบ. ระบุศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

ประเด็นติดตาม: - 22 เม.ย. : ECB Meeting/ 23 เม.ย. : US Manufacturing PMI เดือน เม.ย., EU Manufacturing PMI เดือน เม.ย. / 28 เม.ย. : FOMC Meeting

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)