ยาแก้ธุรกิจ พิชิตโควิด-19

ยาแก้ธุรกิจ พิชิตโควิด-19
21 เมษายน 2564 | โดย วิเลิศ ภูริวัชร | คอลัมน์ ทัศนะจากผู้อ่าน
143

ทำความรู้จัก CBS PLAN-B Model ของคณะพาณิชยศาสตร์ฯ จุฬาฯ แนวทางที่ผู้บริหารองค์กรควรนำมาปรับใช้ในช่วงโควิด-19 เพื่อให้สามารถอยู่รอดและคงความต่อเนื่องของธุรกิจได้ ก่อนที่เหลือทางเลือกเดียว Reborn รอการเกิดใหม่ในภพหน้า

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ยังคงทำเอาเศรษฐกิจย่ำแย่ไปตามๆ กันทั้งประเทศ หลายๆ ธุรกิจถึงขั้นปิดกิจการหลังจากมีมาตรการที่เข้มงวดต่างๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการห้ามเดินทาง ห้ามชุมนุม ประชาชนทั่วประเทศตกอยู่ในสภาวะของความหวาดกลัว ความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน การจัดการทางด้านบริหารธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องของ “การจัดการสภาวะวิกฤติ” เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “การจัดการสภาวะความตื่นตระหนกตกใจ” ของผู้คนทั่วโลกด้วย

ผลที่ตามมาจากสภาวะความกลัวของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจต่างๆ คือ ยอดขายที่ลดลง เกิดความชะงักงันของการดำเนินธุรกิจ หรืออาจต่อไปถึงขั้นหยุดและปิดกิจการ เนื่องจากลูกค้าไม่มีการซื้อหรือจับจ่ายใช้สอยสินค้าอีกต่อไป เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่ไม่เคยได้ทำแผนเผื่อฉุกเฉิน (Contingency plan) หรือ Plan B แผนสำรองไว้นั่นเอง

ตรรกะในการสร้างแผนหลักการและแนวทางที่ผู้บริหารองค์กรต่างๆ ควรปรับเอามาใช้ในช่วงนี้เพื่อการอยู่รอดและความต่อเนื่อง สามารถใช้ตาม CBS PLAN-B Model (Chulalongkorn Business School PLAN-B Model) ของคณะพาณิชยศาสตร์ฯ จุฬาฯ เป็นแนวทางการ “บริหารธุรกิจพิชิตโควิด-19

ลำดับแรกคือการ Retool เป็นการปรับเปลี่ยนเครื่องมือและวิธีการในการทำงานที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันให้เป็นเครื่องมือและวิธีการอื่นๆ อันนี้หลายๆ หน่วยงานก็ได้เริ่มทำกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านออนไลน์ หรือการใช้ดิจิทัลในการทำธุรกิจแทน หากสถานการณ์โควิด-19 ไม่ดีขึ้นถึงขั้นต้องปิดประเทศ ธุรกิจต้องปิดดำเนินการ ผู้บริหารต้องมีนโยบายและวิธีการชัดเจนว่าจะทำอย่างไรเสียตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อเกิดขึ้นจริงทุกอย่างจะได้ไม่หยุดชะงักงัน 

ดังเช่นองค์กรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ที่พลิกโฉมจากภาพลักษณ์องค์กรรัฐวิสาหกิจแบบเดิมก้าวสู่องค์กร Digital Utility ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม โดยเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถปฏิบัติงานได้ในทุกสถานที่ เพื่อให้ประชาชนที่หยุดอยู่กับบ้านได้ใช้ไฟฟ้าได้ตลอดเวลา

องค์กรส่วนใหญ่มักจะคิดถึงและทำในปัจจุบันแค่ระดับ Retool เท่านั้น แต่สิ่งที่องค์กรควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ การ Re-Target การพิจารณาเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น ธุรกิจโรงแรม การนำเทคโนโลยีหรือดิจิทัลมาใช้ก็ไม่ช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้น เพราะอย่างไรเสียนักท่องเที่ยวก็ไม่มา การเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายโดยมาดูสิ่งที่มีในมือ คือคนไทยที่อยู่ในละแวกนั้น จังหวัดนั้น แล้วเปลี่ยนจากโรงแรมที่มีชาวต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มเป้าหมายมาเป็นคนไทยที่ต้องการ Service Apartment หอพักนักศึกษา หรือให้เช่ารายชั่วโมงแทน เสมือนหนึ่งการร้องไห้ฟูมฟายคนรักที่ได้จากไปแล้วเพราะไข้โคโรนา ไม่มีประโยชน์อันใดเลย ทำได้คือการหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่

นอกจากนี้ การสร้าง Re-business อาจช่วยฟื้นฟูธุรกิจขึ้นมาได้มาก การพิจารณาว่าธุรกิจของเราคืออะไรบ้าง แล้วปรับหารายได้จากธุรกิจอื่นๆ แทน เช่น ธุรกิจโรงแรมที่ไม่มีรายได้จากการเข้าพัก ควรหารายได้จากการเปิดธุรกิจซักอบรีดแทน เพื่อค่าใช้จ่ายแม่บ้านจะได้ไม่สูญเปล่า หรือร้านอาหารในโรงแรมควรปรับเปลี่ยนสร้างรายได้จากฟู้ดดิลิเวอรี่แทน ธุรกิจสายการบินเองก็ไม่สามารถทำให้คนเดินทางได้ แต่มีภาระเรื่องต้นทุนอาหารก็นำอาหารจากสายการบินมาเป็นฟู้ดดิลิเวอรี่แทน หรืออาจมุ่งไปที่การขนส่งสินค้าโลจิสติกส์แทนการขนผู้โดยสาร การ Re-business เช่นนี้จะทำให้ธุรกิจมีรายได้จากทรัพยากรที่มีอยู่แล้วและทำให้รายได้ดีขึ้นมาบ้าง

ประเด็นต่อมาคือ การ Re-process การปรับเปลี่ยนขั้นตอนและกระบวนการในการเข้าถึงลูกค้า ในหลายธุรกิจที่ลูกค้าไม่มาหรือไม่กล้ามา หากมีลูกค้ารายใหญ่มากพอ แทนที่จะนั่งรอลูกค้าก็เปลี่ยนเป็นการไปรับลูกค้าถึงที่และทำให้ลูกค้ามั่นใจถึงความปลอดภัยทุกขั้นตอนของการบริการจนกระทั่งพาไปส่ง หัวใจของการ Proactive กระบวนการอย่างมีสุขอนามัยไม่มีโควิด จะเหนือกว่าธุรกิจที่มัวแต่นั่งรอลูกค้าเข้ามา (Reactive) ซึ่งไม่มีประโยชน์อันใด เช่นการพัฒนา PEA Smart Plus ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ประชาชนทั่วประเทศสามารถจ่ายค่าไฟหรือแจ้งปัญหาไฟฟ้าขัดข้องได้ผ่านแอพพลิเคชั่น แทนการเข้ามาใช้บริการที่สาขาของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในช่วงไวรัสระบาด

ประการสุดท้ายที่สังคมประเทศชาติต้องการ คือการแสดงออกของทุกหน่วยงานถึงความร่วมมือกัน ให้ความช่วยเหลือกัน ไม่ได้คิดถึงแต่กำไรเท่านั้น แต่เป็นการช่วยกันประคับประคองกันให้ผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน สายการบินยอมให้คืนตั๋ว โรงแรมยอมเลื่อนการเข้าพัก ลูกค้ายอมจ่ายบางส่วน คนที่ไปต่างประเทศยอมกักตัวเอง รัฐบาลควรยอมไม่จัดอีเวนท์หรือสัมมนา เพื่อลดการชุมนุมและแพร่ระบาดของโรค ถึงเวลาแล้วที่เราจะ Reunite ร่วมกันสามัคคีกัน

บทเรียนวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้คงเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้องค์กร ธุรกิจ ภาครัฐและประชาชนต่างๆ ต้องตระหนักถึงแผนสำรอง (Plan-B) ในธุรกิจและชีวิต ที่สำคัญที่สุดคือการที่ต้องมา Rethink และ Reform คิดกันใหม่ทำกันใหม่ เพราะถ้าหากไม่สามารถคิดและเปลี่ยนใหม่ในการทำงานได้ ก็เหลือทางเลือกเดียว คือ Reborn รอการเกิดใหม่ในภพหน้า

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง