โบรกฯ คงเป้ากำไรบจ.ปี 64 ลุ้นอัพไซด์หุ้นพลังงานอีก 2 หมื่นล้าน

โบรกฯ คงเป้ากำไรบจ.ปี 64 ลุ้นอัพไซด์หุ้นพลังงานอีก 2 หมื่นล้าน
20 เมษายน 2564
359

โบรกฯ มองโควิด-19 รอบใหม่ กระทบตลาดหุ้นระยะสั้น ชี้กำไรบจ.ปี 64 แข็งแกร่ง “เอเซีย พลัส” คงเป้า 7.96 แสนล้าน เติบโต 32% เชื่อไม่กระทบผลการดำเนินงาน-รัฐบาลเปิดประเทศได้ตามแผน ฟากหุ้นพลังงานมีอัพไซด์อีก 2 หมื่นล้าน รับราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้น 30%

วานนี้ (19 เม.ย.) ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดอยู่ที่ 1,574.91 จุด พุ่ง 25.95 จุด โดยระหว่างวันดัชนีฯ ปรับขึ้นสูงสุด 1,574.97 จุด ต่ำสุด 1,552.91 จุด ส่วนหนึ่งเป็นการปรับขึ้นตามทิศทางตลาดภูมิภาค และอีกส่วนเป็นปัจจัยเฉพาะในประเทศ ได้แก่ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ชะลอตัวลง การประกาศงบของกลุ่มธนาคารที่มีทิศทางออกมาดีกว่าคาดการณ์ และการปรับขึ้นของหุ้น บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) INTUCH หลังการตอบรับข่าวบวกเฉพาะตัว ฯลฯ

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับมุมมองตลาดหุ้นไทยในระยะกลาง-ยาว คาดดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นแตะ 1,600 จุดอีกครั้ง เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินที่ล้นในระบบ, ความเสี่ยงขาลง (ดาวน์ไซด์) ของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ค่อนข้างจำกัด และแนวโน้มกำไรไตรมาส 1 ปี 2564 ที่คาดว่าจะฟื้นตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมองจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นปัจจัยกดดันระยะสั้น และยังแนะนำซื้อเมื่อดัชนีย่อตัวทดสอบแนวรับ 1,530 จุด

ดังนั้น ฝ่ายวิจัยยังคงเป้ากำไรบจ.ปี 2564 ที่ 7.96 แสนล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) 70.20 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) 32% และคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET Index ไว้ที่ 1,670 จุด โดยประเมินว่าการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศและมาตรการควบคุมการระบาดของรัฐบาลจะส่งผลกระทบเชิงลบจำกัด

161884713460

ทั้งนี้ ตลาดหุุ้นไทยมีปัจจัยบวกจากโอกาสปรับขึ้น (อัพไซด์) ของกำไรกลุ่มพลังงาน ซึ่งมีน้ำหนักสูงถึง 30% หรือ 1 ใน 3 ของตลาดหุ้นทั้งหมด โดยกลุ่มพลังงานได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับขึ้นประมาณ 30% ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันแตะ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าสมมติฐานปี 64 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยคาดทุกๆ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะเป็นอัพไซด์ต่อกำไรบจ.ประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่งผลให้การปรับขึ้นมาของราคาน้ำมันดิบจากสมมติฐาน 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน เป็นอัพไซด์ต่อกำไรบจ.แล้วประมาณ 20,000 ล้านบาท

ส่วนผลกระทบการระบาดรอบนี้กดดันกลุ่มค้าปลีกมากสุด แต่เป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักในตลาดหุ้นค่อนข้างน้อยไม่เกิน 5% ขณะที่กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบรองลงมา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มสื่อบันเทิง และกลุ่มขนส่งทางอากาศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในการแพร่ระบาดรอบแรก แต่เป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักค่อนข้างน้อยเช่นกันคิดเป็นประมาณ 4%

นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรบจ.ปี 2564 เท่าเดิมที่ EPS 71.90 บาทต่อหุ้น EPS Growth 38% และคงเป้าหมายดัชนีที่ 1,740 จุด โดยยังคงมุมมองว่ากระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) มีโอกาสกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย และเชื่อว่าการระบาดของโควิด-19 ในประเทศจะไม่กระทบทิศทางฟันด์โฟลว์ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ยุโรป หรือสหรัฐ แต่ตลาดหุ้นยังสามารถปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ)

ทั้งนี้ คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะปรับขึ้นทดสอบ 1,600 จุดอีกครั้งหลังการระบาดระลอก 3 คลี่คลายลง โดยฝ่ายวิจัยยังคงให้น้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวกับวัฏจักรการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ (Cyclical play) ได้แก่ กลุ่มธนาคาร กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มพลังงาน กลุ่มสินค้าเกษตร และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เพราะกำไรมีแนวโน้มเติบโตจากปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัว

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ รองกรรมการผู้จัดการสายงานค้าหลักทรัพย์บุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ แต่เชื่อว่ามาตรการควบคุมของรัฐบาลจะไม่รุนแรงเท่าการล็อกดาวน์ระลอกแรก ส่งผลให้นักวิเคราะห์คงประมาณการกำไรบจ.ปี 2564 ที่ EPS 83.00 บาทต่อหุ้น ค่อนข้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดหุ้น คิดเป็น EPS Growth 116.7% จากปีก่อนปิดที่ 38.30 บาทต่อหุ้น และคงเป้าดัชนีที่ 1,605 จุด

โดยหลักเป็นการเติบโตจากกลุ่มน้ำมันปิโตรเคมี กลุ่มโรงกลั่น กลุ่มถ่านหิน และกลุ่มกองเรือ ส่วนการระบาดรอบ 3 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบจ.ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยวและการบริโภค แต่ยังประเมินว่าทั้ง 2 กลุ่มจะกลับมาฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะการเปิดประเทศจะเป็นไปตามแผนในวันที่ 1 ก.ค. จากการทยอยฉีดวัคซีนตามแผนของรัฐบาล

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยประเมิน EPS ตลาดหุ้นไทยในอีก 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ 79.00 บาทต่อหุ้น ปรับขึ้นจากเดือน ม.ค.ที่ 75.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็น EPS Growth มากกว่า 40% และเป้าดัชนี 1,610 จุดจากการปรับเพิ่มกำไรของกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เพราะเป็นกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจต่างประเทศ (Global Play) จึงได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำกัด โดยคาดว่าการระบาดรอบนี้จะคลี่คลายได้ภายในกลางเดือน พ.ค. และในกรณีเลวร้ายจะส่งผลกระทบต่อกำไรบจ.กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ไม่เกิน 5%

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง