คนร.มอบการเคหะเปิดเอกชนร่วมทุนสร้างบ้านแสนหน่วยใน5ปี

คนร.มอบการเคหะเปิดเอกชนร่วมทุนสร้างบ้านแสนหน่วยใน5ปี

คนร.มอบการเคหะฯเร่งทำ"โครงการบ้านเคหะสุขประชา"สร้างโอกาสให้ประชาชน 1 แสนหน่วย​ระยะเวลา​ 5 ปี​ โดยเปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนแบบPPP

นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผย
ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 ประชุม
ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่ง คนร. ได้พิจารณาในเรื่องต่างๆ ดังนี้
1. เห็นด้วยในหลักการที่การเคหะแห่งชาติ (กคช.) จัดทำโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย “บ้านเคหะสุขประชา” โดยมีเป้าหมายที่จำนวน 100,000 หน่วย ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปีละ 20,000 หน่วย) ภายใต้แนวคิด “บ้านเคหะสุขประชา = บ้านพร้อมอาชีพ”
โดยมอบหมายให้ กคช. จัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมในการดำเนินโครงการให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว โดยให้มีการพิจารณานำการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP) มาใช้ และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นำเสนอแนวทางการดำเนินการให้ คนร. พิจารณาอีกครั้งต่อไป

2. รับทราบการดำเนินงานตามความเห็นและข้อเสนอแนะของ คนร. ในการประชุมครั้งที่ 1/2564เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2564 ที่ได้มีความเห็นในเชิงนโยบายต่อการพัฒนารัฐวิสาหกิจในเรื่องการปรับโครงสร้างองค์กรและกระบวนการทำงาน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทต่างๆ ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID - 19 รวมทั้ง ให้เน้นการนำ BCG Model มาใช้ในการวางแผนดำเนินการ และให้ความสำคัญการปฏิบัติตามข้อกฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดย สคร. ได้นำความเห็นเชิงนโยบายข้างต้นไปปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจสำหรับรัฐวิสาหกิจใช้ในการวางแผนในปี 2565 ด้วยแล้ว

3. รับทราบผลการดำเนินงานประจำปี 2562 ของบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจที่ปัจจุบันมีจำนวน123 แห่ง โดยมีบริษัทในเครือที่มีผลกำไรจำนวน 71 แห่ง ขาดทุนจำนวน 25 แห่ง และอยู่ระหว่างยุบเลิก/ถอนการลงทุนจำนวน 27 แห่ง โดย คนร. ได้มีนโยบายให้รัฐวิสาหกิจพิจารณาความจำเป็นและกำกับดูแล
บริษัทในเครือให้ดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ สร้างผลกำไรให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และมีผลตอบแทนให้แก่รัฐวิสาหกิจ สำหรับบริษัทในเครือที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ก็ให้รัฐวิสาหกิจพิจารณายุติกิจการโดยเร็วต่อไป