'หุ้นไทย' กลับมาใกล้ 1,600 จุด ...แล้วจะไปต่อไหม?

'หุ้นไทย' กลับมาใกล้ 1,600 จุด ...แล้วจะไปต่อไหม?
10 เมษายน 2564 | โดย ศิริพร สุวรรณการ | คอลัมน์ ส่องโลก สู่ขุมทรัพย์การลงทุน
2,204

"หุ้นไทย" กลับมาใกล้ 1,600 จุด  ถือเป็นการกลับมาสู่ระดับก่อนวิกฤตโควิด-19 แล้วหลังจากนี้จะไปต่อไหม?

ยังจำช่วงเวลา 1 ปี ก่อนหน้านี้กันได้ไหม? ช่วงที่ตลาดหุ้นไทยโดย SET Index ลดลงรุนแรงจนหลุด 1,000 จุด เข้าข่ายหนึ่งในตลาดหุ้นที่ตกมากที่สุดในโลก แต่ในช่วงนี้ SET Index สามารถกลับมายืนเกือบเหนือ 1600 จุดได้ ถือเป็นการกลับมาสู่ระดับก่อนวิกฤตโควิด-19 หลังจากเป็น Laggard หรือตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนช้ากว่าที่อื่นๆ มาระยะหนึ่ง

ตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยกลับมายืนหนึ่งในตลาดที่ราคาขึ้นมากที่สุดในโลกคือ พุ่งขึ้นเกือบ 10% จากข่าวดีหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่นักลงทุนต่างประเทศหมุนเงินเข้าหุ้นกลุ่มวัฏจักร ทำให้ SET Index ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานและการเงินค่อนข้างมาก ได้รับอานิสงส์ไปด้วย เสริมกำลังขึ้นด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ วัคซีน รวมทั้งการเตรียมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว

ถึงตรงนี้ คงมีคำถามว่าหุ้นไทยจะไปต่อได้หรือไม่ ควรจะซื้อเพิ่มหรือขายทำกำไร วันนี้จะวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อหุ้นไทย ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ หากพิจารณาตัวเลขใน 2 เดือนแรกของปี จะพบว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง แม้การค้าโลกที่กลับมาขยายตัวจะส่งผลดีต่อการส่งออก รวมถึงการลงทุนในประเทศ ขณะที่ การลงทุนภาครัฐก็ขยายตัวได้โดดเด่น แต่เป็นเพราะมาจากฐานต่ำในปีที่แล้วที่เบิกจ่ายงบล่าช้า แต่…ประเด็นสำคัญคือ การบริโภคยังอ่อนแอ จากตลาดแรงงานที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และหนี้ครัวเรือนสูง ส่วนการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักก็ยังไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัว

ปี 2021 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ +2.6% และยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ที่แม้จะเริ่มมีมาตรการผ่อนคลายข้อบังคับบางส่วน แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่ยังมีให้เห็นจำนวนมาก การฉีดวัคซีนในประเทศที่ยังล่าช้า รวมทั้งการฉีดวัคซีนจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ทั่วโลกยังต้องใช้เวลา

ในส่วนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แม้จะมีแนวโน้มเติบโตดีตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ท่ามกลางบอนด์ยีลด์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้บอนด์ยีลด์ไทยปรับขึ้นสู่ระดับ 1.97% (ข้อมูล ณ 7 เมษายน) สูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 ไปแล้ว ซึ่งบอนด์ยีลด์สะท้อนต้นทุนการระดมทุนในตลาดหุ้นกู้ ทำให้ธุรกิจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นและกดดันความสามารถในการทำกำไรให้ผู้ถือหุ้น

นอกจากนี้ บอนด์ยีลด์ที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ตลาดหุ้นน่าสนใจน้อยลง หากพิจารณาตามโมเดล Earnings Yield Gap (EYG) หรือผลตอบแทนจากหุ้นหักด้วยผลตอบแทนของพันธบัตรที่เป็นตัวแทนสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งค่า EYG สูงจะเพิ่มความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้น ปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยมี EYG เพียง 3.23% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตค่อนข้างมาก นอกจากนี้ อัตราส่วนราคาต่อกำไร (Price/Earnings Ratio) ซื้อขายอยู่ที่ 19.3 เท่า (ข้อมูล ณ 7 เมษายน) ก็นับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (ราว 16 เท่า) อีกด้วย

ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่นับว่าเปราะบางต่อสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน เพราะธุรกิจส่วนใหญ่มีขนาดกลางและเล็ก เน้นภาคบริการ พึ่งพาการท่องเที่ยว หรือการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มไม่มากนัก รวมทั้งการลงทุนด้านนวัตกรรมเพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดและความยั่งยืนขาดความต่อเนื่อง ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีระดับราคาซื้อขายในเกณฑ์สูงกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้ SET Index มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้จำกัด 

ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านได้รับรู้ (Price-in) ปัจจัยบวกจากการคาดการณ์ถึงการเปิดประเทศหลังมีการฉีดวัคซีนไปแล้วส่วนหนึ่ง ส่วนราคาน้ำมันก็มีความเสี่ยงขาลงในระยะข้างหน้าเพราะกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันมีโอกาสเพิ่มกำลังการผลิตเมื่อราคาพุ่งขึ้น 

นักลงทุนจึงควรใช้โอกาสนี้กระจายเงินลงทุนไปแสวงหาทางเลือกดีๆ และหลากหลายในต่างประเทศ เพราะแม้กระแสการหมุนเงินลงทุนเข้ากลุ่มหุ้นวัฏจักร เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ การเงิน พลังงาน ปิโตรเคมี และบริการท่องเที่ยว จะเกิดขึ้นอีกช่วงเวลาหนึ่ง

แต่เมื่อการเปิดประเทศเข้าสู่ภาวะปกติ กระแสเงินลงทุนมีโอกาสจะไหลกลับไปหากลุ่มประเทศและธุรกิจที่สร้างนวัตกรรมหรือมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาวะของโลกในอนาคต ซึ่งมีตัวเลือกไม่มากนักในตลาดหุ้นไทย การกระจายการลงทุนไปต่างประเทศจึงจะช่วยเสริมพอร์ตการลงทุนให้แข็งแกร่ง พร้อมสร้างการเติบโตที่ดีกับโอกาสในธุรกิจแห่งอนาคต เช่น นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ หรือพลังงานสะอาด เป็นต้น

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง