ดีเดย์กวาดล้างอาชญากรรมทั่วประเทศ รับหยุดยาวสงกรานต์

ดีเดย์กวาดล้างอาชญากรรมทั่วประเทศ รับหยุดยาวสงกรานต์
5 เมษายน 2564
79

'ผบ.ตร.' กำชับตำรวจทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมดูแลประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมระดมกวดล้างอาชญากรรมให้แล้วเสร็จ

5 เม.ย.2564 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ยิ่งยศ  เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการตำรวจทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมดูแลประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันหยุดติดต่อกัน 6 วัน ระหว่างวันที่ 10-15 เม.ย. 2564 โดยกำหนดให้มีการระดมกวดล้างอาชญากรรม ในระหว่างวันที่ 5 – 11 เม.ย. 2564 และมีพิธีวปล่อยแถวฯ พร้อมกันในวันที่ 5 เม.ย. 2564 โดยกำหนดเป้าหมายในการระดมกวาดล้างอาชญากรรม และแนวทางการปฏิบัติเพื่อปราบปราบการกระทำความผิดด้านต่างๆ โดยเฉพาะขบวนการลักลอบขนยาเสพติด สั่งการให้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากผู้กระทำผิดมักฉวยโอกาสในช่วงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญ 

พล.ต.ต.ยิ่งยศ  กล่าวว่าการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การกวดขันจับกุมผู้เล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด และปล่อยโคมลอย ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนรำคาญ หรือในลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง หรือขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น การรวมกลุ่ม หรือมั่วสุมในลักษณะหรือโดยพฤติการณ์ที่น่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถในทาง เป็นต้น

สำหรับมาตรการในการป้องกันอาชญากรรมการประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน ให้ขอความร่วมมือจากเจ้าของ ผู้ประกอบการ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า หรือร้านสะดวกซื้อ ชุมชน หมู่บ้านจัดสรร หมั่นตรวจสอบความพร้อมของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย อุปกรณ์ต่างๆ และกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะการแจ้งเตือนภัยรูปแบบกลโกงต่างๆ ของกลุ่มมิจฉาชีพ และไม่ควรละทิ้งเด็ก หรือผู้สูงอายุให้อยู่บ้านเพียงลำพัง หรือหากมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางออกจากที่พักอาศัย ขอความร่วมมือประชาชนควรไม่สวมใส่เครื่องประดับหรือของมีค่า หรือวางทรัพย์สินไว้ในรถ ขณะออกไปทำธุระ ท่องเที่ยว หรือเล่นสงกรานต์ ซึ่งจะเป็นการจูงใจให้คนร้ายก่อเหตุประทุษร้ายต่อทรัพย์

พล.ต.ต.ยิ่งยศ  กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการอำนวยความสะดวกด้านจราจร ได้กำชับและสั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อจัดเตรียมกำลังพล ยานพาหนะ และอุปกรณ์ในการช่วยเหลือประชาชน พร้อมทั้งให้มีการเปิดช่องทางพิเศษ (Reversible Lane) ทั้งขาขึ้นและขาล่อง พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เส้นทางลัด เส้นทางเลี่ยงในการเร่งระบายการจราจร เพื่อให้พี่น้องประชาชนถึงจุดหมายปลายทางอย่างรวดเร็วและปลอดภัย และได้เน้นย้ำให้มีการสำรวจเส้นทาง จุดซ่อมสร้างผิวการจราจร โดยให้มีการประสานงานเพื่อขอคืนพื้นที่ผิวการจราจรจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ และประชาสัมพันธ์จุดซ่อมสร้างดังกล่าวให้ประชาชนได้รับรู้ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

รวมถึงประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ในการตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง อีกทั้งเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขันจับกุมผู้กระทำความผิดในข้อหาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักต่อการเกิดอุบัติเหตุ และส่งผลกระทบต่อการจราจร ตามมาตรการ 10 ข้อหาหลัก (10 รสขม) คือ1 ร = ขับขี่รถโดยใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด2 ส = ขับขี่รถย้อนศร, ขับขี่ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร3 ข = ไม่มีใบอนุญาตขับขี่, ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย, แซงในที่คับขัน4 ม = ขับขี่ในขณะเมาสุรา, ไม่สวมหมวกนิรภัย, ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ตกแต่งดัดแปลงไม่ปลอดภัย, ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่รถ
พล.ต.ต.ยิ่งยศ  กล่าวอีกว่า  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดทำ “โครงการประชารัฐร่วมใจดูแลความปลอดภัยบ้านประชาชนช่วงเทศกาลสำคัญ (ฝากบ้าน 4.0)” ในห้วงระหว่างวันที่ 9-18 เม.ย. 2564 (ระยะเวลา 10 วัน) เพื่อเสริมการปฏิบัติในการป้องกันอาชญากรรม และเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องประชาชนในการดูแลชีวิตและทรัพย์สิน โดยผู้มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่พักอาศัย  ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และตามมาตรการสาธารณสุข สวมใส่หน้ากากอนามัย มีการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)  หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล พร้อมปฏิบัติตามประกาศของรัฐบาลที่ขอความร่วมมือในการละเล่นสาดน้ำ หรือการจัด กิจกรรมขนาดใหญ่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2564 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส  ทั้งนี้ แจ้งเบาะแสการกระทำความผิด รวมทั้งเหตุ บุคคลและวัตถุต้องสงสัย หรือต้องการขอความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ โดยแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่หรือทางหมายเลขสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง