อสังหาฯไตรมาสแรกปี 64 ยอดขายโตสวนโควิดรอบ 2

อสังหาฯไตรมาสแรกปี 64 ยอดขายโตสวนโควิดรอบ 2

“ออริจิ้น”เผยไตรมาสแรกปี64ยอดขายกว่า7,500ล้านบาทคาดยอดขายทั้งปีทะลุ 29,000 ล้านบาท“ แสนสิริ ” ปรับเป้ายอดขายไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านบาท ศุภาลัยและพฤกษา เผยยอดขายไตรมาสแรกฉลุย

 นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า บริษัทสามารถสร้างยอดขายโครงการที่อยู่อาศัยในไตรมาส 1/2564 (ม.ค.-มี.ค.2564) ได้ 7,500 ล้านบาท หรือ 26% ของเป้าหมายยอดขายปีนี้ 29,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มคอนโดมิเนียม 73% และยอดขายจากกลุ่มบ้านจัดสรร 27% ซึ่งถือเป็นผลการดำเนินงานที่น่าพึงพอใจ ในสภาวะที่ตลาดช่วงต้นไตรมาสได้รับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 ระลอกใหม่ช่วงปลาย ธ.ค.ปีที่ผ่านมา 


จากยอดขายดังกล่าว แบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move)69% และยอดขายจากกลุ่มโครงการที่เพิ่งเปิดขายหรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (Ongoing)31% โดยแบรนด์ที่ทำให้ยอดขายในไตรมาสแรกปีนี้ ออกมาดี  คือแบรนด์ไนท์บริดจ์ ที่เจาะตลาดระดับไฮเอนด์ และแบรนด์ดิ ออริจิ้น  ที่เจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยทั้ง 2 แบรนด์มีจุดแข็งคือการกระจายตัวอยู่ใกล้รถไฟฟ้าหลากหลายทำเล มีฟังก์ชั่นภายในห้องพักและพื้นที่ส่วนกลางที่ตอบโจทย์การ ทำงานที่บ้าน (Work From Home) และการใช้ชีวิตแบบเน็กซ์ นอร์มอล ที่สำคัญมีระดับราคาที่ผู้บริโภคยังสามารถเข้าถึงได้ในสภาวะปัจจุบัน 
 
“เราศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค และให้ความสำคัญกับเรื่องคอมซูเมอร์ อินไซด์  มาตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด-19 ทำให้ทำเล ฟังก์ชั่น และบริการต่างๆ ที่เราเตรียมไว้ให้สำหรับผู้บริโภคในโครงการที่อยู่อาศัยแบรนด์ต่างๆ ของเรา เป็นสมาร์ท โปรดักส์  และ บริการยอดเยี่ยมที่สามารถตอบโจทย์ได้ในทุกจังหวะเวลา แม้บริบทการใช้ชีวิตของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะแบรนด์ไนท์บริดจ์ และดิ ออริจิ้น ที่นอกจากได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคแล้ว ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากพันธมิตรในการพิจารณาเข้ามาร่วมทุนอย่างต่อเนื่อง” 
 
นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงหลังจากนี้ มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากมีปัจจัยบวกหลายด้านที่ทยอยเกิดขึ้นต่อภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค อาทิ โอกาสการกลับมาเปิดประเทศจากเรื่องวัคซีนวีซ่า การทยอยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้แก่บุคคลกลุ่มต่างๆ การต่ออายุมาตรการลดภาษีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง โดยบริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ และโครงการที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปีนี้ในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการดังกล่าว คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มคอนโดมิเนียม ประมาณ 8,500 ล้านบาท และกลุ่มบ้านจัดสรรแบรนด์ไบรตัน 2,500 ล้านบาท 
 
ขณะเดียวกัน ในกลุ่มโครงการเปิดตัวใหม่นั้น จะเปิดตัวเพิ่มเติมในไตรมาส 2/2564 อีก 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 4,200 ล้านบาท ได้แก่ แกรนด์ บริทาเนีย บางนา กม.12 แกรนด์ บริทาเนีย ราชพฤกษ์-พระราม 5 รวมถึงแบรนด์ใหม่อย่าง “แฮมป์ตัน”  แบรนด์อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน  โครงการแรกของบริษัท ที่ร่วมทุนกับกลุ่มดุสิตธานี นำร่องในทำเลศรีราชาภายใต้ชื่อ แฮมป์ตัน ศรีราชา 

“ปัจจัยบวกเชิงมหภาคก็ดี ปัจจัยบวกจากการปรับตัวขององค์กรก็ดี ที่ผ่านมา ออริจิ้นมี กุญแจความสำเร็จคือ เราปรับตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง มองหาตลาดใหม่ๆ ที่มีความต้องการและมีโอกาสเติบโตอยู่เสมอ กลางปี 2562 เราเปิดตัวแบรนด์ดิ ออริจิ้น เจาะตลาดกลุ่ม Gen Z ที่ยังไม่มีผู้ประกอบการรายไหนเข้าไปลุย ปัจจุบันปิดการขายไปแล้วหลายโครงการ ปลายปี 2563 เราเปิดตัวแบรนด์โซโห แบงค็อก โครงการแรก ขยายฐานลูกค้าใหม่ในตลาดไฮเอนด์ ปัจจุบันก็มียอดขายสะสมแล้วกว่า 75% ปีนี้ตามแผน ORIGIN NEXT LEVEL เรามีแบรนด์คอนโดมิเนียมใหม่ที่จะใช้บุกตลาดศักยภาพใหม่ๆ เพิ่มเติมถึง 4 แบรนด์ เมื่อประกอบกับยอดขายจากนิว เอส เคิร์ฟ ของเครืออย่างธุรกิจบ้านจัดสรร สถานการณ์เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เราเชื่อมั่นว่าปีนี้จะสามารถสร้างยอดขายที่ 29,000 ล้านบาทตามเป้า” นายพีระพงศ์ กล่าว 


  โดยก่อนหน้านี้ นายอุทัย  อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)    เปิดเผยว่าแสนสิริสามารถทำยอดขายได้ดีในไตรมาสแรกของปี 64 โดยมียอดขายล่าสุดอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท เกินจากเป้ายอดขายไตรมาสแรกที่วางไว้ 5,000 ล้านบาทและคิดเป็นเกือบ 30% จากเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่วางไว้ 26,000 ล้านบาท ทั้งที่ยังไม่มีการเปิดโครงการใหม่และดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวะตลาดที่ยังผันผวนสูงในสถานการณ์ที่ยังมีการแพร่ระบาดของโควิด ดังนั้นบริษัทจึงได้มีการพิจารณาปรับเป้าหมายยอดขายไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถปิดการขายอีก 5 โครงการแนวราบ ได้แก่ เศรษฐสิริ พัฒนาการ, เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา,บุราสิริ พัฒนาการ, บุราสิริ รังสิต และ บุราสิริ วงแหวน – อ่อนนุช ในไตรมาส 2 ของปีนี้


ขณะที่นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ายอดขายไตรมาสแรกโตเกินเป้าที่ตั้งไว้8-10% เมื่อเทียบกับปี2563  ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19  ด้านนายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในไตรมาสแรกบริษัททำยอดขายได้ค่อนข้างดี ส่วนหนึ่งเกิดจากดีมานด์ของผู้ที่ต้อการซื้อบ้านยังมีอยู่รวมทั้งธนาคารเริ่มปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าแนวโน้มตลาดอสังหาฯ เริ่มกลับมามีสัญญาณที่ดีขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้หลังจากผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีโควิดระลอก2 แต่ผู้บริโภคมีความมั่นใจมากขึ้น ลูกค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบด้านกำลังซื้อจากโควิดยังคงออกมาซื้ออย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดต่างจังหวัด