อสังหาริมทรัพย์

เมเจอร์ฯ เร่งทรานส์ฟอร์มกระจายเสี่ยง ขยายพอร์ต ‘สุขภาพ-เทคโนโลยี’

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลังโควิดยังต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากสมรภูมิการแพร่ระบาดที่เสมือนเผชิญสงครามโลกครั้งที่ 3 กว่าฟื้นตัวอีกนาน! จึงไม่แปลกที่ “เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” ดีเวลอปเปอร์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 22 ปี เร่งใช้นโยบายลดความเสี่ยง

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลังโควิดยังต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักจากสมรภูมิการแพร่ระบาดที่เสมือนเผชิญสงครามโลกครั้งที่ 3 กว่าฟื้นตัวอีกนาน! จึงไม่แปลกที่ “เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์” ดีเวลอปเปอร์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 22 ปี เร่งใช้นโยบายลดความเสี่ยง เดินหน้ากระจายพอร์ตธุรกิจ! ไปยังกลุ่มธุรกิจอื่นนอกเหนืออสังหาฯ เพิ่มขาที่ 3 ในการสร้างรายได้ใหม่นอกเหนือจากรายได้ขาหลักอสังหาฯ ขาที่สอง โรงแรมและออฟฟิศ ประเดิมสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพ และเทคโนโลยี

เพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การดิสรัปจากปัจจัยต่างๆ รวมทั้งโควิด ทำให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไป ขณะที่การทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างต้องเร่งสปีด

ทั้งนี้ 22 ปีที่ผ่านมา เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ เป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนในการอยู่อาศัยโดยมุ่งเน้นตลาดระดับลักชัวรี ปี 2564 ยุทธศาสตร์ของ เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ มุ่ง “Lifescape Developer” ภายใต้แนวคิด “Crafting Lifescape to Excellence” มีด้วยกัน 5 แกนหลัก ได้แก่ 1.Attention to Details ทุกรายละเอียดมีความหมาย เน้นใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อสะท้อนความเป็นลักชัวรีในทุกเซ็กเมนต์ 2.Understanding Lifestyle เข้าใจการใช้ชีวิตที่แตกต่าง มุ่งพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกบริบท 3.Top-Notch Quality คุณภาพสำคัญเป็นที่หนึ่ง ด้วยการจัดการด้านคุณภาพแบบครบวงจรตั้งแต่ก่อนการก่อสร้าง กระทั่งหลังการส่งมอบโครงการ 4.Best Caring Service บริการด้วยหัวใจ เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกบ้าน และ 5.Enduring Purpose คิดทุกมิติ เพื่อคุณค่าที่ยั่งยืน

“ทุกอย่างในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความจำเป็นในการใช้ชีวิตของคนไม่ได้มีแค่ปัจจัย 4 อีกต่อไป เราต้องการเป็นบริษัทที่อยู่รอด มั่นคง ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้นไม่เฉพาะโควิด อาจจะเป็นเศรษฐกิจโลกหรือปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย เป้าหมายของเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ต้องการเป็นองค์กรที่มีพลวัตเดินหน้าไปอย่างมั่นคงกับธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคทุกมิติ”

โดยตั้งเป้าหมาย 5 ปี (2564-2568) จะมีการปรับโครงการธุรกิจในหลายมิติ ประกอบด้วย “ปรับพอร์ตสินค้า” โครงการคอนโดมิเนียมเป็น 75% จากปัจจุบันอยู่ที่ 95% โครงการแนวราบเพิ่มเป็น 25% จาก 5% “กระจายพอร์ตธุรกิจ” ทยอยกระจายรายได้จากธุรกิจอสังหาฯ และธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ โดยสัดส่วนดังกล่าวจะเน้นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับภูมิทัศน์การใช้ชีวิต (Lifescape) ของผู้บริโภคเป็นหลัก คาดว่าช่วงปลายปี 2564 จะเริ่มเห็นการลงทุนใน 2 ธุรกิจใหม่ ได้แก่ สินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพ (Healthsape) ในปีนี้คาดใช้งบลงทุน 100 ล้านบาท รวม 5 ปีจะใช้งบลงทุนราว 500 ล้านบาทอีกธุรกิจใหม่ คือ เทคโนโลยี (Techsape) ปีนี้คาดใช้งบลงทุน 50 ล้านบาท และ 5 ปี จะใช้งบลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดเผยรายละเอียดของธุรกิจอย่างชัดเจนได้ในช่วงไตรมาส 4 นี้

สำหรับธุรกิจอสังหาฯ มีแผนเปิดตัว 5 โครงการใหม่ มูลค่า11,300 ล้านบาท เน้นกลุ่มลักชัวรี เป็นแนวราบ 2 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% ของมูลค่าการเปิดตัวโครงการทั้งหมด และคอนโด 3 โครงการ มูลค่ารวม 7,300 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 65% ของมูลค่าการเปิดตัวโครงการ นำร่องด้วยบ้านเดี่ยวโครงการ Malton Gates กรุงเทพกรีฑา มูลค่า 2,000 ล้านบาท ภายใต้แนวคิดที่ตอบโจทย์สุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งร่วมพัฒนากับพันธมิตรสถาบันชั้นนำด้านสุขภาพ

ปีนี้บริษัทวางเป้าหมายยอดขาย (Presale) ไว้ที่ 7,500 ล้านบาท คาดรายได้รวม 8,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้รวม 7,598 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการทยอยส่งมอบโครงการอสังหาฯ เพื่อขายตามแผน ประมาณ 7,000 ล้านบาท และการรับรู้รายได้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ (สำนักงาน, โรงแรม, บริการ) ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดย ณ สิ้นปี 2563 บริษัทมียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) ทั้งหมด 6,400 ล้านบาท จะทยอยรับรู้อย่างต่อเนื่อง

เพชรลดา ระบุว่า บริษัทมองหาโอกาสสร้างรากฐานความแข็งแกร่ง เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมตลอดเวลา โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวจะมีรายได้รวมที่ 12,000 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งจะมีรายได้มาจากธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขาย สัดส่วน 65% จากปี 2563 อยู่ที่ 96% ขณะที่รายได้ประจำ (สำนักงาน, โรงแรม) สัดส่วนเพิ่มเป็น 8% จากปีก่อนอยู่ที่ 3% ส่วนรายได้จากงานบริการ (ดำเนินการภายใต้บริษัท เอ็มดีพีซี จำกัด หรือ MDPC) สัดส่วนเพิ่มเป็น 7% จากปีก่อนที่ 1% และธุรกิจใหม่ จะมีสัดส่วน 20% จากปัจจุบันยังไม่มีรายได้ส่วนนี้