กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ (15 มี.ค.64)

กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ (15 มี.ค.64)
15 มีนาคม 2564 | โดย บล.เคจีไอฯ
73

15-19 มีนาคม: มีโอกาสปรับฐาน แต่แนวโน้มหลักยังดูดี

พักสักนิด แต่แนวโน้มหลักยังเป็นขาขึ้นอยู่

ในสัปดาห์ที่แล้ว (8-12 มีนาคม) ตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นแบบ sideways up แต่ดัชนี SET ขึ้นได้ไม่มาก เพราะกระแสเงินทุนไหลเข้าไม่นิ่ง และเกิดความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับวัคซีนป้องกัน COVID-19 หลังจากที่ประเทศไทยระงับการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ชั่วคราวหลังจากเกิดกรณีผู้เสียชีวิตในสวีเดน
หุ้นกลุ่ม Global cyclical ยังคง outperform จากราคาน้ำมันที่ยังคงฟื้นตัวได้ดี และแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดี Biden ลงนามร่างกฎหมายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 ซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทน
พันธบัตรขยับสูงขึ้น สำหรับปัจจัยการเมืองภายในประเทศศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 11 มีนาคมว่ารัฐสภามีอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่ต้องมีการทำประชามติทั่วประเทศเพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนต้องการให้มีการร่างใหม่ทั้งฉบับ ในขณะเดียวกัน ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐสภาจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหลังจากที่ศาลมีคำตัดสินออกมา ทั้งนี้ตามกำหนดเดิม สภาจะลงมติเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญวาระที่ 3 ในวันที่ 17-18 มีนาคม 2564

สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (15-19 มีนาคม) เราคาดว่าดัชนี SET จะพักฐาน โดยมีปัจจัยระยะสั้นสองสามตัวที่จะทำฉุดไม่ให้ตลาดขึ้นต่อได้มากนัก ปัจจัยแรกคือนักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะชะลอการลงทุนก่อนการประชุม FOMC ในคืนวันพุธ (ตามเวลาประเทศไทย) ปัจจัยที่สองคือความมั่นใจของตลาดต่อหุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวน่าจะลดลงจนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นการระงับการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ซึ่งเรามองว่าปัจจัยทั้งสองเป็นปัจจัยระยะสั้นเท่านั้น ในขณะที่แนวโน้มหลักของตลาดยังคงเป็นขาขึ้นเช่นเดิม ดังนั้นเราจึงแนะนำให้ซื้อสะสมในภาวะที่ตลาดผันผวน

การประชุม FOMC และกระแสข่าวเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ในประเทศไทยเป็นปัจจัยหลักในสัปดาห์นี้

(0) ผลการประชุม FOMC ที่จะออกมาในคืนวันพุธ (ตามเวลาไทย) ถึงแม้ว่า consensus ของตลาดทั่วโลกจะมองว่า Fed จะยับคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ศูนย์ (ZIRP) ต่อไป และจะยังคงรักษาระดับการซื้อพันธบัตรเอาไว้เท่าเดิม แต่ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ก็มองว่าผลการประชุม Fed รอบนี้น่าจะส่งผลให้ตลาดขยับ ทั้งนี้ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐขยับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ตลาดจึงติดตามการเคลื่อนไหวของ Fed อย่างใกล้ชิดว่าจะมีการเปิดเผยมาตรการใหม่ ๆ ออกมาหรือไม่อย่างเช่น operation twist เพื่อคุมไม่ให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวขยับขึ้นมากเกินไป

(-) กระแสข่าวเกี่ยวกับการระงับการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เนื่องจากวัคซีนของ Sinovac ยังไม่มีผลการทดลองในผู้สูงอายุ การฉีดวัคซีนใประเทศไทยส่วนใหญ่จึงใช้วัคซีนของ AstraZeneca เป็นหลัก และจะรับมอบเพิ่มอีก 26 ล้านโดสในเดือนพฤษภาคม 2564 เรามองว่าความมั่นใจในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวของไทยอาจจะแผ่วลงไปจนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นการระงับการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca ในสัปดาห์ที่แล้ว

(0/+) ติดตามกระแสข่าวเรื่องการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยรอบใหม่ เมื่อไม่นานมานี้ มีรัฐมนตรีบางท่านออกมาให้ความเห็นว่า GDP ปีนี้ที่คาดว่าจะโตประมาณ 3% ยังไม่น่าพอใจ และรัฐบาลอาจจะออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น

ยังคงเน้นหุ้นกลุ่ม global cyclical และแนะนำให้ซื้อเมื่อย่อจากธีมการกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งเนื่องจากประเด็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรที่สูงขึ้นยังคงเป็นธีมหลักของตลาด ดังนั้นหุ้นกลุ่ม cyclical อย่างเช่นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีจึงน่าจะ outperform เรามองว่าในระยะสั้น หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีน่าสนใจมากกว่ากลุ่มโรงกลั่น เนื่องจากกลุ่มปิโตรเคมีมีแนวโน้มผลประกอบการดีกว่าใน 1H64 โดยเราชอบ IVL* และ PTTGC* สำหรับธีมการกลับมาเปิดประเทศ เราคิดว่ากระแสข่าวเรื่องวัคซีนของ Astrazeneca อาจจะกดดันหุ้นกลุ่มนี้ในระยะสั้น แต่มองว่าเป็นโอกาสให้เข้าซื้อหุ้นอย่าง AOT*, CPN* และ SPA รวมถึงหุ้นที่จะได้อานิสงส์จากภาวะเศรษฐกิจอย่างเช่น ธนาคารใหญ่ด้วย

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags: