อุตสาหกรรม ‘ตู้แช่ยา-วัคซีน’ เติบโต รับวัคซีนโควิด-สังคมสูงวัย

อุตสาหกรรม ‘ตู้แช่ยา-วัคซีน’ เติบโต รับวัคซีนโควิด-สังคมสูงวัย
15 กุมภาพันธ์ 2564
564

จากสถานการณ์โควิด-19 วัคซีนถูกอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยมีการจัดหาวัคซีนโควิดเพื่อฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงระยะที่1 ทำให้ปัจจุบัน หลายโรงพยาบาลเตรียมพร้อม “ตู้แช่ยาและวัคซีน” เพื่อรอรับวัคซีนที่จะมาถึงในไม่ช้า

ในปี 2563 มูลค่าตลาดตู้แช่ (ไม่รวมตู้แช่ยา) อยู่ที่ราว 6,000 -7,000 ล้านบาท อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์อยู่ที่ราว 1.7 แสนล้านบาท ขณะที่มีการคาการณ์ว่า มูลค่าตลาดตู้แช่ยาน่าจะอยู่ที่ 400 -500 ล้านบาท และมีการเติบโตตั้งแต่ต้นปีจากปัจจัยของการวิจัยวัคซีนโควิด-19 ซึ่งเริ่มเข้าเฟสที่ 3 และการเตรียมพร้อมของ รพ. ต่างๆ ในการรับวัคซีนโควิด-19

ธนานันธ์ สุวรรณโพธิ์รุ่ง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ธนวรรณ เครื่องเย็น จำกัด ระบุว่า ช่วงโควิด-19 ในการระบาดรอบแรกปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ยอดขายรวมเติบโตขึ้น 30% จากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท เนื่องจากช่วงนั้น คนมีการตื่นตัวเรื่องการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ และ ทำงานที่บ้าน (WFH) จึงไม่อยากออกไปสัมผัสเชื้อ จึงนิยมไปซื้อของแค่อาทิตย์ละครั้ง ดังนั้น แม้ในกลุ่มลูกค้าตู้แช่เชิงพาณิชย์จะลดลง แต่กลับมีฐานลูกค้าที่ซื้อไปใช้ในบ้านมาทดแทน ทำให้ยอดขายเติบโต

ขณะเดียวกัน ในปี 2564 นี้ ตู้แช่ยา กลายเป็น Product Hero ของบริษัทฯ เพราะความต้องการค่อนข้างมาก ตั้งแต่ปลายปีที่เริ่มมีการทดลองวัคซีนโควิด-19 เฟส 3 เริ่มมีออเดอร์เข้ามา โดยเฉพาะตู้แช่ยาที่มีอุณหภูมิ 2 – 8 องศา ที่สามารถแช่วัคซีนของ แอสตร้าเซเนก้า และ ซิโนแวค รวมถึง จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน

“ปัจจุบัน มีใช้ในโรงพยาบาลหลายแห่ง เฉพาะในเดือนมกราคม 2564 ยอดขายเพิ่มขึ้น 400% เมื่อเทียบกับมกราคมปีก่อน รวมจำหน่ายไปแล้วกว่า 40 -50 เครื่อง โดย 50 – 60% ที่สั่งนำไปแช่ยาและวัคซีนโควิด-19 โรงพยาบาลต่างๆ เริ่มเตรียมความพร้อม โดยล่าสุด ส่งไปที่ รพ.สมุทรสาคร ซึ่งซื้อเตรียมรอวัคซีนที่กำลังจะมา” ธนานันธ์ กล่าว

ธนานันธ์ เล่าย้อนกลับไปว่า แต่เดิมบริษัทฯ เริ่มจากดำเนินธุรกิจด้านตู้แช่มาตั้งแต่ปี 2535 และเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะเข้าสู่ตลาดตู้แช่ยา จากปัจจัยที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ คือ มีคนอายุ 60 ปี มากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น เมื่อผู้สูงอายุมากขึ้น การแพทย์พัฒนา ทำให้คนอายุยืนขึ้น เรื่องของยาจึงเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงวัคซีน ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัย คือ คนสมัยใหม่แต่งงานช้า โอกาสมีลูกน้อยลง มีบุตรยาก จึงมองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมการทำกิ๊ฟท์ เด็กหลอดแก้ว ซึ่งจำเป็นต้องใช้ตู้แช่ที่มีประสิทธิภาพ

“การแข่งขันในอุตสาหกรรมตู้แช่ยาและวัคซีนไม่รุนแรงมาก เพราะปัจจุบันมีผู้เล่นเพียง 2-3 รายที่มีศักยภาพในการผลิตตู้แช่ยาที่มีประสิทธิภาพ โดยมูลค่าตลาดตู้แช่ทั่วไป (ไม่รวมตู้แช่ยา) ราว 6,000 -7,000 ล้านบาท ในปี 2563 ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ 1.7 แสนล้านบาท ส่วนข้อมูลตู้แช่ยายังไม่มีการเก็บข้อมูล แต่คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ราวๆ 400 -500 ล้านบาท”

ทั้งนี้ ตู้แช่ยา ยังไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ดังนั้น จะใช้มาตรฐานอุตสาหกรรมในการรับรอง โดย ตู้แช่ของบริษัทฯ มีมาตรฐาน ISO 9001 ของโรงงานผลิต และ ISO 17025 เกี่ยวข้องกับมาตรฐานการวัดอุณหภูมิที่แม่นยำ จุดเด่น คือ มีระบบ IoT ตรวจเช็คอุณหภูมิได้ทุกเมื่อ ทั้งอุณหภูมิภายใน ภายนอก ความชื้น ความเข้มแสง มีระบบจดบันทึกอุณหภูมิและค่าต่างๆ Data Logger มีระบบเตือนเมื่ออุณหภูมิสูงเกินหรือต่ำกว่าที่ต้องการ  

คุมอุณหภูมิแม่นยำระดับ 0.1 องศาเซลเซียส กระจก LowE 3 ชั้น กันความเย็นได้ดีขึ้น 50% ลดฝ้าและหยดน้ำ ผนัง Polyurethane หนา 60 mm. หนากว่าปกติ 40% เกือบความเย็นได้ดียิ่งขึ้น ราคาอยู่ที่ 7 – 8 หมื่นบาท เมื่อเทียบกับตู้แช่ยาจากต่างประเทศ ซึ่งอยู่ที่ 3 – 4 แสนบาทต่อตู้ เทียบประสิทธิภาพ 90 – 95% ของตู้แช่จากต่างประเทศ ซึ่งในอนาคต สามารถพัฒนาประสิทธิภาพให้เทียบเท่ากับต่างประเทศได้ แม้ราคาอาจจะอยู่ที่ราว 2 แสนบาท แต่ก็ยังถูกกว่าครึ่ง

สำหรับวัคซีนที่ต้องเก็บในอุณหภูมิ -70 องศา อย่างไฟเซอร์-ไบออนเทค ธนนันธ์ อธิบายว่า ยังมีข้อจำกัดเรื่องของงานวิจัยตู้แช่ในประเทศไทย เพราะยังไม่มีเจ้าไหนสามารถทำได้ เนื่องจากน้ำยาทำความเย็นในประเทศไทยหลากหลายก็จริง แต่ไม่สามารถทำให้อุณหภูมิไปถึง -70 องศา แต่มีในต่างประเทศ เช่น จีน หรือ เดนมาร์ก แต่สูตรส่วนผสมเป็นความลับ

“พอไม่มีสูตร จึงต้องนำเข้าน้ำยาเข้ามาเพื่อผลิตตู้แช่ ขณะเดียวกัน ก็มีตู้แช่ที่สามารถแช่ได้ – 70 องศาอยู่แล้วในต่างประเทศ ซึ่งราคาการนำเข้า และ การวิจัย ไม่ต่างกันหรือนำเข้าอาจจะถูกกว่า รวมถึง ยังเป็นช่วงต้นของเทคโนโลยีในเมืองไทยที่ยังไปไม่ถึง สุดท้ายการใช้ตู้แช่ -70 ถึง -80 องศา การนำเข้ามาจากต่างประเทศ จึงมีความคุ้มค่ามากกว่า” 

ทั้งนี้ หลังสถานการณ์โควิด-19 ธนนันธ์ คาดว่าตลาดจะยังคงเติบโตขึ้น ด้วยปัจจัยสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงคลินิกเสริมความงามที่เพิ่มขึ้น เป็นตัวผลักดันให้ตู้แช่ยาและวัคซีนเติบโตสูงขึ้นแม้จะหมดโควิด-19 แล้วก็ตาม รวมไปถึงการส่งออก เพราะในปัจจุบัน รพ.ในประเทศไทยหลายแห่ง เริ่มจะไปลงทุนในประเทศกลุ่ม CLMV เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศเมียนมา กัมพูชา เริ่มมี รพ.ไทยไปตั้ง ตรงนี้เชื่อว่าตู้แช่ยาจะไปซัพพอร์ตในต่างประเทศด้วย โดยผ่านทาง รพ.ไทย ที่ไปตั้งสาขา

“ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้มีการทำวิจัยตลาดร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อทำข้อมูลเบื้องต้นหลายเรื่อง ทั้งกระแสไฟที่แตกต่างกัน ก่อนที่จะไปเปิดตลาด ต้องมั่นใจจริงๆ ว่าไปแล้วจะไม่มีปัญหา ขณะนี้ มีแผนและทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เรียบร้อย โดยเบื้องต้นเล็งประเทศกลุ่ม CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม”

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถขนส่งยาได้ เพราะปัจจุบัน ยังไม่ค่อยมีการติดตามตรวจสอบอุณหภูมิอุปกรณ์ที่ขนส่งยา ดังนั้น ทางบริษัทฯ จึงทำการวิจัย และพัฒนา เพื่อให้สามารถรู้ได้ว่ายาที่ออกจากตู้และอยู่ใน Carry Onอยู่จุดไหน ผ่านระบบ GPS และติดตามตรวจสอบได้ถึงอุณหภูมิ ความชื้น และขณะนี้อยู่ระหว่างการนำระบบของ AIS IoT เข้ามาดูว่าสามารถพัฒนาต่อยอดอย่างไร” ธนานันธ์ กล่าว  

161324411124

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง