กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ (8 ก.พ.64)

กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ (8 ก.พ.64)
8 กุมภาพันธ์ 2564 | โดย บล.เคจีไอฯ
152

8-11 กุมภาพันธ์: แนวโน้มพักสร้างฐาน หลังรีบาวด์ในสัปดาห์ที่แล้ว

สรุปภาวะตลาด และมุมมองตลาดสัปดาห์นี้:

ในสัปดาห์ที่แล้ว (1-5 กุมภาพันธ์) ดัชนี SET ปรับตัวดีเกินคาด โดยฟื้นตัวขึ้นปานกลาง และปิดใกล้ระดับจิตวิทยาที่ 1,500 จุด ซึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนตลา ได้แก่ i) ราคาน้ำมันที่วิ่งแรง จากการร่วมมือกันลดอุปทาน และฤดูหนาวในซีกโลกตะวันตก ซึ่งส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีของไทย ii)
ความคาดหวังด้านบวกต่อหุ้นธนาคารไทยท่ามกลาง yield curve ในตลาดโลกที่ชันขึ้น และการที่ธนาคารใหญ่สองสามแห่งกำหนดเป้ าหมายทางการเงินเป็นบวกมากขึ้นในปี 2564 iii) ความกังวลเรื่องสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทยผ่อนคลายลงจากการที่ยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันชะลอตัวลง ทั้งในส่วนของผู้ติดเชื้อชาวไทย และแรงงานต่างด้าว ในขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังคงอยู่ในฝั่งขายสุทธิตามคาด ส่วนนักลงทุนในประเทศมั่นใจกับดัชนี SET มากขึ้น และเข้ามาหนุนให้ตลาดขึ้นได้

สำหรับในสัปดาห์นี้ (8-11 กุมภาพันธ์) เรายังคงมองว่าในระยะสั้นดัชนี SET มี upside จำกัด และยังคงมองว่าตลาดจะ sideways เราคาดว่าโมเมนตั้มเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะช่วยหนุน ดัชนี US dollar index และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งจะเป็นลบในระยะสั้นต่อกระแส
เงินทุนไหลเข้าหุ้น ASEAN และหุ้นไทย นอกจากนี้ ราคาของหุ้นกลุ่มหลักในตลาดไทย อย่างเช่น พลังงาน และธนาคารก็เหมือนจะสะท้อนปัจจัยบวกในตลาดน้ำมัน (สำหรับกลุ่มพลังงาน) และเป้าหมายทางการเงินที่ดูสดใสมากขึ้นในปี 2564 จากผู้บริหารธนาคาร (สำหรับกลุ่มธนาคาร) ไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับขนาด และขอบเขตของมาตรการ ก็อาจจะทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้นได้ เรามองว่า downside ของดัชนี SET จะอยู่ที่ระดับ 1,460 และขอบบนจะอยู่ที่ประมาณ 1,520

ธีมการลงทุน ปัจจัย และกระแสข่าวสำคัญที่จะมีผลกับตลาดในสัปดาห์นี้:

(0) ความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ฯ เรามองว่าพรรค Democrats น่าจะสามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้ผ่านสภาล่างได้ไม่ยากนัก แต่ความท้าทายจะอยู่ที่วุฒิสภา ซึ่งตามกฎหมายสหรัฐ การจะผ่านกฎหมายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องได้เสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิก 60% ขึ้นไป

(0/-) ในระยะสั้น ตลาดจะจับตาดูการเคลื่อนไหวของดัชนี USD index และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุยาว ดัชนี USD index และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุยาวที่เพิ่มขึ้นจะกดดันภาวะตลาดของสินทรัพย์เสี่ยง และกระแสเงินทุนจากต่างชาติในตลาดหุ้นเอเชีย และไทย ในขณะเดียวกัน ความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

(0) นักลงทุนน่าจะต้องติดตามกรอบเวลาในการส่งมอบวัคซีนป้ องกัน COVID-19 ให้ประเทศไทยก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยคาดว่าจะได้รับวัคซีนล็อตแรกในครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ แต่อย่างไรก็ตาม ยอดการผลิตทั่วโลกที่ต่ำเกินคาด และการที่บางประเทศได้รับวัคซีนล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญก็อาจจะตีความได้ว่าประเทศไทยอาจจะได้รับวัคซีนล่าช้าด้วยเช่นกัน

ยังคงมองว่าตลาดจะขยับแบบ sideways และเลือกหุ้น mid-cap สำหรับการลงทุนระยะสั้น

เนื่องจากเรามองว่าตลาดจะพักฐาน และโมเมนตั้มราคาหุ้น big caps ของไทยจะชะลอตัวลงหลังจากที่วิ่งขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมา เราจึงยังคงเน้นเลือกหุ้นเด่นในกลุ่ม mid-cap ตามธีมดังต่อไปนี้ ธีมแรกคือหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการ 4Q63 จะออกมาดี และแข็งแกร่งต่อเนื่องในปี 2564 ซึ่งหุ้นในธีมนี้ที่เราดูแลอยู่ได้แก่ SPALI*, JMT*, RS*, DOHOME* และ COM7* ธีมที่สองคือการกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งแบบมีเงื่อนไข ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยเรามองว่า CPN*, SPA และ AU จะเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกิจกรรมทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นตามธีมนี้

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง