เศรษฐกิจ

เอ็กโกทุ่มงบลงทุน3.7หมื่นล้าน

“เอ็กโก กรุ๊ป” ตั้งงบลงทุนปี64 วงเงิน 3.7 หมื่นล้านบาท ขยายธุรกิจไฟฟ้า ลุ้นผลM&Aในต่างประเทศ หวังเพิ่มกำลังผลิตในมือโต 10% หรือ 500-600 เมกะวัตต์ หนุนกำไรปีนี้

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO เปิดเผยว่า บริษัท ตั้งงบลงทุนปี 2564 อยู่ที่ระดับ 3.7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานกว่า 1 หมื่นล้านบาท และการเข้าลงทุนโครงการใหม่ๆ ที่อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ(M&A) อีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท รวมถึงการลงทุนในธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มการเติบโตให้กับบริษัท โดยตั้งเป้าหมายในปีนี้จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าในมือเพิ่มขึ้น 10% หรือ ประมาณ 500-600 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน มีโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) และอยู่ระหว่างการก่อสร้างกำลังการผลิตรวม 5,694 เมกะวัตต์

“ขณะนี้ เอ็กโก ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายโครงการและหลากหลายประเภทเชื้อเพลิงในแถบประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว ออสเตรเลีย เกาหลี ไต้หวัน คาดว่าจะมีข้อสรุปในปีนี้ และบางโครงการจะสามารถรับรู้รายได้ทันที”

ล่าสุด บริษัท เอ็กโก ลินเดน ทู แอลแอลซี ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด ได้ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นกับบริษัท เออีไอเอฟ ลินเดน เอสพีวี แอลแอลซี และบริษัท ไฮสตาร์ แคปปิตอล จีพี โฟร์ แอลพี เพื่อลงทุนในสัดส่วน 28% ในบริษัท ลินเดน ทอปโก้ แอลแอลซี ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น “ลินเดน โคเจน” ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ขนาดกำลังการผลิต 972 เมกะวัตต์ (คิดตามสัดส่วนถือหุ้นจะอยู่ที่ 272 เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ที่เมืองลินเดน รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐ คาดว่าการซื้อขายหุ้นจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ปีนี้

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน ขายไฟฟ้าและให้บริการเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าแก่ระบบและโครงข่ายไฟฟ้าในรัฐนิวยอร์ก และตลาดซื้อขายไฟฟ้าพีเจเอ็ม พีเอส นอร์ธ ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเป็นตลาดไฟฟ้า 2 แห่ง ที่มีความต้องการไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้าสำรองสูงที่สุดในประเทศสหรัฐ อีกทั้ง โรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน ยังมีสัญญาขายไอน้ำและไฟฟ้าระยะยาวกับผู้รับซื้อรายใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่น่าลงทุน

สำหรับการซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน นับเป็นการเข้าลงทุนครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาของเอ็กโก กรุ๊ป ซึ่งเป็นตลาดพลังงานขนาดใหญ่ ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งประเทศมากกว่า 1,100 กิกะวัตต์ และในอนาคตยังมีโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติอีกมาก ดังนั้นการลงทุนครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างฐานการลงทุนเพื่อต่อยอดสู่โอกาสการลงทุนใหม่ในสหรัฐฯในอนาคต

อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าผลการดำเนินงานในปีนี้ จะเติบโตจากปี 2563 เนื่องจากปีนี้จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเข้ามาเพิ่มเติม และรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ อย่างน้อย 3 โครงการ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเล “หยุนหลิน” กำลังการผลิต 640 เมกะวัตต์ ในไต้หวัน (บริษัทฯถือหุ้น 25%) ซึ่งจะรับรู้รายได้ปลายปีนี้, โครงการท่อส่งน้ำมันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของบริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN) ซึ่งบริษัทฯถือหุ้นในสัดส่วน 44.6% จะแล้วเสร็จ และรับรู้รายได้ภายในปลายปีนี้ ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 1 ในลาว กำลังการผลิต 644 เมกะวัตต์ (บริษัทฯ ถือหุ้น 25%) จะรับรู้รายได้ต้นปี 2565

ขณะที่ ปี2563 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างต้องล่าช้าออกไป และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงส่งผลต่อราคาขายไฟฟ้าถูกลง ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานปี 2563 ของบริษัทลดลงต่ำกว่าพลาดเป้าหมาย ที่เดิมคาดว่า จะมีกำไรจาการดำเนินงานจะใกล้เคียงกับปี 2562 อยู่ที่กว่า 1 หมื่นล้านบาท