‘ไอที’ กับ ‘โอที’ ผลลัพธ์ที่ลงตัว ยุคแห่งความยืดหยุ่นทางธุรกิจ

‘ไอที’ กับ ‘โอที’ ผลลัพธ์ที่ลงตัว ยุคแห่งความยืดหยุ่นทางธุรกิจ
26 มกราคม 2564
139

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีระบบไอทีที่มีความเสถียร พร้อมใช้ทุกสถานการณ์

หลายธุรกิจไม่พร้อม

ปัจจุบัน การผลักดันให้มีกระบวนการในระบบดิจิทัลยังดำเนินต่อไป เพื่อขยายผลลัพธ์ให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่ส่วนงานการผลิต จนถึงส่วนที่ดูแลด้านการบริหารจัดการ แต่ถ้าจะติดตั้งเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ลูกค้าต้องมีโซลูชั่นที่ช่วยจัดหาข้อมูลได้ตามต้องการ สร้างความโปร่งใสในการจับคู่กับกระบวนการที่เป็นองค์ความรู้ในเชิงลึก เพื่อเพิ่มปริมาณของผลผลิต

"วิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่ามีบริษัทด้านการผลิตจำนวนมากที่ยังไม่เคยได้ประสบการณ์ในการปรับปรุงผลิตผลที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง โดยที่มากกว่าเรื่องของสายงานการผลิต ลูกค้าระดับผู้บริหารหลายรายเชื่อว่า Step function ในเรื่องผลิตผลสามารถสร้างผ่านกระบวนการทำงานในระบบดิจิทัล และกระบวนการเหล่านี้ในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่เคย"

โดยดิจิทัลเป็นตัวจักรสำคัญที่่ช่วยขับเคลื่อนให้กระบวนการทำงานยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ เช่น การมีระบบมอนิเตอร์และการดำเนินงานจากระยะไกล การซ่อมบำรุงในเชิงคาดการณ์ และป้องกัน ซึ่งนำไปสู่การสร้างความมั่นใจในเรื่องของผลิตผล เบื้องหลังของเทคโนโลยีเหล่านี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีระบบไอทีที่มีความเสถียรและพร้อมใช้ในทุกสถานการณ์

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการนำโอทีมารวมกับไอทีโดยการใช้อุปกรณ์ไอโอทีเป็นตัวเชื่อมประสาน และส่งไปประมวลผลที่ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ตาม จะช่วยให้สามารถมองเห็นข้อมูลต่างๆ จากการดำเนินงาน

นั่นหมายถึงจะเห็นข้อมูลไหลเวียนตลอดทั่วทั้งสภาพแวดล้อมการดำเนินงาน รวมไปถึงห่วงโซ่คุณค่าในภาพรวมทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันสามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการทำแบบนี้ได้ต้องอาศัยระบบควบคุมและรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ยืดหยุ่นและคาดการณ์ได้แก่ธุรกิจ พร้อมสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเปลี่ยนแปลง

มากกว่า ‘เทคโนโลยี’

เครก เฮย์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อวาย่า กล่าวว่า บรรดาอุตสาหกรรมในปัจจุบันต่างต้องเผชิญความกดดันในการดำเนินงานให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น บ่อยครั้งที่ต้องอาศัยคนทำงานจากระยะไกล 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้เป็นแค่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงาน และลูกค้าต่างต้องการคำแนะนำว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะเหมาะสม

ปีเตอร์ เฮอร์เว็ค หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการบริหาร และรองประธานบริหารฝ่ายอินดัสเทรียล ออโตเมชั่น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เล่าถึงกรณีศึกษาของลูกค้าที่ปฏิรูปสู่ดิจิทัลว่า ดิจิทัลช่วยให้ผู้ประกอบการด้านอาหารรายหนึ่งสามารถลดดาวน์ไทม์และทำให้ปริมาณงานเพิ่มขึ้นถึง 20% 

จากเดิมที่โรงงานใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดดาวน์ไทม์ในการผลิต รวมไปถึงผลผลิตของโรงงานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ด้วยเทคโนโลยีโซลูชั่นทำให้มีความสามารถในการมองเห็นการดำเนินการของโรงงานได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง