'นพ.ประสิทธิ์' ชี้ทำไมต้องฉีด 'วัคซีนโควิด-19'

'นพ.ประสิทธิ์' ชี้ทำไมต้องฉีด 'วัคซีนโควิด-19'
19 มกราคม 2564
888

"นพ.ประสิทธิ์" ชี้ทำไมต้องฉีด "วัคซีนโควิด-19" เพื่อป้องกันไวรัสเข้าร่างกาย เพราะไม่รู้ว่าใครจะมีภูมิคุ้มกัน แต่จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ย้ำต้องดูแลสุขภาพตัวเองตามหลักชีวอนามันอย่างเคร่งครัด ไม่วางใจแม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 19 ม.ค.64   ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึง สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ระบุว่า ขณะนี้ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ในมาเลเซีย ที่มีอัตราผู้ป่วยใหม่เพิ่มกว่าวันละ 3 พันคน เพราะอัตราการติดเชื้อสูง น่าเป็นห่วงกว่าเมียนมา เพราะจำนวนผู้ป่วยรายใหม่สูง ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดประเทศ และทำให้เกิดปัญหาเคลื่อนย้ายแรงงานโดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน ขณะที่เมียนมาเริ่มมีแนวโน้มการติดเชื้อลดลงแต่ยังเพิ่มเป็นหลักร้อย และเตรียมฉีดวัคซีนเดือน ก.พ.64

ขณะที่ไทยมีอัตราผู้ป่วยรายใหม่ราววันละ 200-300 ราย แต่ต้อวไม้ตื่นตระหนกกับยอดผู้ป่วยอย่างเดียว ต้องดูในรายละเอียด เพราะสาเหตุที่ยอดผู้ป่วยมากขึ้นมาจากการคัดกรองเชิงรุก ซึ่งถือว่าเป็นผลดีที่สามารถค้นหาผู้ป่วยได้ แต่ที่ต้องจับตามองคือการติดเชื้อในประเทศที่ไม่ได้มาจากการคัดกรองเชิงรุกตัวเลขในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นมี 3 องค์ประกอบ 

1.การตรวจเชิงรุกในแรงงานต่างด้าว ยิ่งตรวจได้เพิ่มยิ่งดี จะได้รู้ว่าตัวเลขติดเชื้อมีทั้งหมดเท่าไหร่จะได้มีมาตรการให้คนเหล่านี้ไม่ให้แพร่เชื้อ 

2.อัตราการติดเชื้อภายใรประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจเชิงรุก โดยเฉพาะไม่รู้แหล่งที่มา จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง

3 กลุ่มที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เวลาดูตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะได้รู้ว่าน่ากลัวหรือไม่น่ากลัวอย่างไร 

สำหรับการกลายพันธ์สายพันที่สำคัญของเชื้อ โควิด-19 ถือเป็นเรื่องปกติ ปัจจุบันสายพันธ์เชื้อ ที่พบที่จีน อู่ฮั่น D614 พบน้อยเเล้ว สายพันธ์ G614 ที่พบใหม่ พบมากที่สุดของการแพร่ระบาดมากทั่วโลก 

สายพันธ์ B1.1.7 ปัจจุบันแพร่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธ์เดิม 50-70% แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าคนที่ติดสายพันธ์นี้จะเสียชีวิต กว่าสถานการณ์เดิมซึ่งเวลานี้กไลังเฝ้าติดตามอยู่ B 1.1.7 พบได้ในหลากหลายประเทศยุโรป ตะวันออกกลาง ทวีปเอเชีย แอฟริกา ออสเตรเลีย แคนนาดา ขณะเดียวกันวัคซีนที่ผลิตกันอยู่เวลานี้ แทบทุกตัวจะครองคลุมสายพันธ์ที่แพร่ระบาดอยู่เวลานี้ แต่การกลายพันธ์ ของเชื้อโควิด-19 ทีมีต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อการผลิตวัคซีนต่อเชื้อ ต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้คงประสิทธิภาพ ในอนาคต และอาจส่งผลให้ต้องฉีดวัคซีนทุกปี เช่นที่พบในไข้หวัดใหญ่ ซึ่งผู้ผลิตอาจต้องมีการปรับปรุง เพื่อให้มีประสิทธิภาพ หรือ ต้องฉีดวัคซีนกันทุกปี

ขณะนี้ถือว่าเร็วเกินไปที่จะประเมินผลเกี่ยวกับวัคซีนหลังจากทั่วโลกนำมาใช้จริงได้เพียงแค่ 1 เดือน โดยจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ และผู้เสียชีวิตของทั้งโลกยังมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง และมีจำนวนสูงกว่าการระบาดในรอบแรก อย่างสหรัฐที่เริ่มฉีดวัคซีนไปเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.63 ขณะนี้มีอัตราผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 3 แสนราย และอัตราการเสียชีวิตคงที่

ส่วนสหราชอาณาจักรที่พบการกลายพันธุ์ และเริ่มฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.63 มีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่และอัตราการเสียชีวิตมีแนวโน้มสูงเช่นกัน, ฝรั่งเศสมีประชาชนต่อต้านฉีดวัคซีน ทำให้ต้องเลื่อนเป้าหมายที่จะฉีดให้ครบ 1 ล้านคนในเดือน ม.ค.64 ออกไปเป็นปลายเดือน ก.พ.64, ญี่ปุ่นเตรียมฉีดวัคซีนในต้นเดือน ก.พ.ขณะที่มีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ และอัตราการเสียชีวิตสูงจนต้องปิดประเทศเนื่องจากเป็นสังคมผู้สูงวัย, เกาหลีใต้มีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ และมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยเตรียมฉีดวัคซีนในเดือน ก.พ.64

นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ประมาณ 95% ของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จะมีภูมิคุ้มกัน โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค รุนแรงมากระดับภูมิคุ้มกันมาก และภูมิคุ้มกันจะอยู่ไม่น้อยกว่า 5 เดือนแต่ไม่คงอยู่นาน ทำให้มีโอกาสติดเชื้อซ้ำ และยังไม่มีหลักฐานยืนยันเรื่องภูมิคุ้มกันหมู่เนื่องจากเป็นโรคอุบัติใหม่ แค่คาดการณ์ว่าหากมีการติดเชื้อ 60-70% อาจเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ และไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าผู้ที่ติดเชื้อแล้วจะปลอดภัย เพราะในรอบสองนี้มีผู้เสียชีวิตที่มีอายุเพียง 30-40 ปี

การฉีดวัคซีนจะทำให้คนไม่มีภูมิมีภูมิ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน การฉีดวัคซีนต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย เพระเราหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส แต่ต้องไม่ทำให้เกิดการเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน

นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสเข้าร่างกาย เพราะไวรัสจะเพิ่มจำนวนได้ต้องเข้าไปอยู่ในตัวคน หากเข้าไปไม่ได้ก็สลายตัว นั่นคือเหตุผลที่ต้องมีการฉีดวัคซีน เพราะไม่รู้ว่าใครจะมีภูมิคุ้มกัน แต่จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนใดก็ต้องติดตามผล เพราะวัคซีนแต่ละตัวมีกรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างกันและมีความเหมาะสมกับแต่ละคนแตกต่างกันไป เหมือนการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ 50% คนที่ฉีดแล้วมีโอกาสติดเชื้อแต่อาการป่วยไม่รุนแรง การเสียชีวิตต่ำ

การพิจารณาใช้วัคซีนจึงต้องดูองค์ประกอบอื่น เช่น การเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำมาก หากไม่เป็นไปตามที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ก็ทำให้เสื่อมประสิทธิภาพ การฉีดเข้าไปก็ไม่เกิดประโยชน์ การเลือกใช้วัคซีนไม่จำเป็นต้องเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงใกล้ 100% แต่อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 50%"

การพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในปัจจุบัน 20ตัว มีการนำไปใช้เป็นกรณีฉุกเฉิน 8 บริษัท เป็นวัคซีนที่ใช้ทั่วไป 2 บริษัท ยกเลิกการใช้ไป 1 บริษัท โดยมีรายงานการติดตามผลข้างเคียงและอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังการฉีดวัคซีนของบริษัทต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรูปแบบการฉีดวัคซีนนั้นแต่ละประเทศกำลังพิจารณาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น สหราชอาณาจักรจะปรับรูปแบบการฉีดวัคซีนจากเดิมที่ฉีดเข็มที่สองหลังจากฉีดเข็มแรกแล้ว 3 สัปดาห์ เป็นปูพรมฉีดให้ทั่วประเทศมากขึ้นแล้วขยายเวลาฉีดเข็มที่สองไปเป็นในอีก 12 สัปดาห์

สำหรับวัคซีนที่ใช้มากที่สุด ขณะนี้ คือ Pifer BioNtech ใช้มากที่สุดในโลก ต้องฉีด 2 เข็มประสิทธิภาควัคซีน 95% แต่ต้องเก็บอุณหภูมิลบ-70 องศา

Moderna ฉีด 1 โดส มีประสิทธิภาพ 94% แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าภูมิคุ้มกันจะนานเพียงใด แคนนาดานุมัตให่ใช้ ผลข้างเคียง ปวดศรีษะ อ่นเพลีย ปวดข้อ หนาวสั่น

Gamaleya ของรัสเซีย ประสิทธิภาพ 96%ขึ้นไป ชื้อวัคซีนท Sputnik V มีข้อตกลงผลิตให้ อาเจนตินา ยราซิล อินเดีย เวเนซูเอล่า

ส่วนบริษัท แอสตร้า เซเนก้า ของสหรัฐ กลุ่มทดลองเสียขีวิต 1 รายสหราชอาณาจักร และอาร์เจนติน่า รับรองการใช้แบบฉุกเฉินว่าฉีด 1 โดส มีประสิทธิภาพ 64.1% ฉีดครบสองโดสมีประสิทธิภาพ 70.4% แต่หากฉีดครึ่งโดสตามด้วย 1 โดสจะมีประสิทธิภาพมากถึง 90% ประเทศไทยจะใช้วัคซีนนี้ ซึ่งบริษัท สยามไปโอไซส์ มีวัคซีนของแอสตร้าอยู่ในสายการผลิตแล้ว

ส่วนวัคซีนอีกตัวที่ไทยจะนำมาใช้เป็นของบริษัท ซิโนแว็ก (shinovac) เทคโนโลยี ซึ่งใช้เทคโนโลยีเดิมที่นำเชื้อโรคมาทำให้อ่อนแรง หรือ ตายก่อน ซึ่งทั่วโลกคุ้นเคย ซึ่งจะสั่งนำเข้ามาใช้ในเดือนกุมพาพันธ์ ซึ่งวัคซีนซิโนแวค มีประสิทธิภาพ 50.38% มีข้อดีผลิตได้เร็ว และ ยังมีอีกยริษัทที่น่าเชื่อถือ ที่สามารถนำเข้สมาใช้เติดมได้ คือ ชิโนฟาม sinopharm ของจีน

นพ.ประสิทธิ์ บอกว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจเรื่องความปลอดภัยในการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 และ ต้องทำความเข้าใจว่าการฉีดวัคซีน นั้นเพื่อลดการแพร่ระบาด ลดความรุนแรงของอาการป่วย และลดการเสียชีวิต ขณะเดียวกันประชาชนทุกคนยังต้องดูแลสุขภาพตัวเองตามหลักชีวอนามันอย่างเคร่งครัดต่อไป โดยไม่วางใจแม้จะได้รับการฉีดวัคซีน

ถึงแม้จะมีวัคซีนออกมาแล้ว แต่คนไทยทุกคนยังมีส่วนสำคัญในการยับยั้งโควิด-19 อย่าเพิ่งผ่อนตัวจนเร็วเกินไป วัคซีนที่นำเข้ามามีความปลอดภัยค่อนข้างเยอะ ขอให้มั่นใจต่อวัคซีนที่จะฉีด ยังต้องใส่หน้ากาก ล้างมือ รักษาระยะห่าง ไม่อยู่ในที่ชุมชน

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง