'ทรัมป์' ร่วง รีพับลิกันล่ม ประชาธิปไตยรุ่ง

'ทรัมป์' ร่วง รีพับลิกันล่ม ประชาธิปไตยรุ่ง
19 มกราคม 2564 | โดย กฤษฎา บุญเรือง | คอลัมน์ เล่าเรื่องลงทุน
12,667

นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ "ทรัมป์" ถูกลงคะแนนถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ นอกจากภาพของสมาชิกสภาผู้แทนฯที่ย้ายฝั่งมาลงให้กับพรรคเดโมแครตแล้ว พันธมิตรของทรัมป์เริ่มตีจาก ซึ่งสะท้อนภาพพรรครีพับลิกันสูญเสียอำนาจ

การลงคะแนนถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์จากตำแหน่งครั้งที่ 2 นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ครั้งนี้ต่างจากครั้งแรก คือสมาชิกสภาผู้แทนฯ 10 คนด้านรีพับลิกัน ข้ามฝั่งมาลงคะแนนกับพรรคเดโมแครต

20 ม.ค. จะมีพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ Joe Biden ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก Biden มีงานใหญ่ท้าทายรออยู่มาก อันดับหนึ่งคือการควบคุมโควิด-19 ให้ได้ เพราะการระบาดสูงขึ้นตลอด คาดว่าอีกสามสัปดาห์จะมีการตายเพิ่มอีก 90,000 คน เรื่องวัคซีนเป็นความหวัง แต่คงใช้เวลาตลอดทั้งปีกว่าจะมีภูมิคุ้มกันแพร่หลาย

เศรษฐกิจที่ต้องฟื้นฟู สุขภาพ สาธารณูปโภค คนเข้าเมือง สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น 100 วันแรกของคณะบริหารใหม่ ที่ต้องทำงานหนักและพยายามสร้างความสามัคคีปรองดองในประเทศให้ได้

ชะตากรรมของทรัมป์ขั้นตอนต่อไป ขึ้นอยู่กับการที่ประธานสภาผู้แทนฯจะส่งเรื่องการถอดถอนสู่วุฒิสภา ซึ่งคงหลังจากวันที่ 20 ม.ค. และเป็นองค์ประชุมใหม่ ซึ่งพรรคเดโมแครตคุมเสียงข้างมาก วุฒิสมาชิก 100 คน จะต้องทำหน้าที่เป็นลูกขุนตัดสินความผิด (conviction) หากคะแนนเสียง 2 ใน 3 (67คน) ตัดสินว่าประธานาธิบดีทรัมป์ผิด ก็จะมีการยื่นมติต่อเนื่อง ห้ามกลับเข้ามาสู่การเมืองอีก

พันธมิตรของทรัมป์เริ่มตีจาก ธุรกิจต่างๆ ถอนตัว เลิกสัญญา ผู้ที่เคยสนับสนุนเริ่มเมินเฉยและทอดทิ้ง ธนาคารตัดความสัมพันธ์ ฯลฯ การสืบสวนดำเนินคดีและฟ้องต่อศาลทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจะรุมเร้าทันทีที่ลงจากตำแหน่ง เริ่มจากอัยการรัฐนิวยอร์กซึ่งเตรียมคดีการเงิน ภาษี ประกันภัย อัยการของแมนฮัตตัน ด้วยคดีการเงินและการละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง อัยการ Fulton County รัฐ Georgia เรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้ง และคดีหนักที่สุดก็คือการยุยงให้เกิดการจลาจลล้มล้างอำนาจของรัฐในกรณีบุกรัฐสภา ซึ่งโทษจำคุกถึง 20 ปี สมาชิกในครอบครัวและคนใกล้ชิดก็จะมีปัญหาทางกฎหมายเช่นกัน

พรรครีพับลิกันต้องแก้ปัญหาใหญ่ เพราะสูญเสียฐานอำนาจอย่างที่ไม่คาดฝัน ประธานาธิบดีทรัมป์บริหารประเทศสี่ปี สร้างความแตกแยก ทำให้เกิดวัฒนธรรมของความเกลียดชัง แทบจะกลายเป็นพรรคการเมืองแบบลัทธิศรัทธาบุคคลคนเดียว และมองข้ามอุดมการณ์ที่ยึดถือกันมาตลอด ส่งผลให้สูญเสียสามฐานอำนาจใหญ่คือ 1) พ่ายตำแหน่งประธานาธิบดี 2) กลายเป็นเสียงข้างน้อยของสภาผู้แทน และ 3) สิ้นสุดความเป็นเสียงข้างมากในวุฒิสภา

ความนิยม 74 ล้านเสียงของฝ่ายรีพับลิกันต่อทรัมป์ ทำให้นักการเมืองหลายคนเกรงว่า ฐานเสียงเหล่านี้จะยังผูกพันกับพรรครีพับลิกันอีกนาน จึงไม่กล้าแสดงออก ทั้งที่รู้ว่าอนาคตจะต้องมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมหลายอย่างภายในพรรค เพื่อมีโอกาสช่วงชิงอำนาจทางการเมืองกลับคืนมา พรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรคที่มีฐานเสียงน้อยกว่าพรรคเดโมแครตอยู่แล้ว (การเลือกตั้งประธานาธิบดีสี่ครั้งที่ผ่านมา คะแนนของรีพับลิกันอยู่ที่ 46-47%) กำลังมีวิกฤติภายใน แยกทิศทางเป็นสองด้าน ทั้งกลุ่มสนับสนุนทรัมป์ และกลุ่มอยากกู้พรรคคืน

ว่าที่ประธานาธิบดี Biden ได้ประกาศนโยบายสู้โรคระบาด สัญญาผลักดันงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับเงินโดยตรงอีกคนละ1,400 ดอลลาร์  ซึ่งจะมีกระแสเงินสะพัดอีกเป็นจำนวนมหาศาลในช่วงไม่กี่เดือนนี้ (รวมกับเงินกระตุ้นตั้งแต่ เม.ย. มีเงินอัดฉีดในระบบ 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 10 เท่าของจีดีพีไทย)

เงินกระตุ้นเศรษฐกิจอเมริกัน และการอัดฉีดจากธนาคารกลางของหลายประเทศ อาจอธิบายการพุ่งขึ้นของดัชนีหุ้นส่วนใหญ่ ทั้งที่มีวิกฤติทั่วโลก บริษัทเทคโนโลยีการสื่อสาร อีคอมเมิร์ซ ธุรกิจพลังงานสะอาด กำลังได้การเยียวยาให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างรวดเร็ว วิกฤติการเมืองของสหรัฐหนักหนาขนาดนี้ ยังไม่สามารถเขย่าขวัญนักลงทุนได้ 

บทบาทของสหรัฐต่อประชาคมโลกนั้นคล้ายกับความสำคัญของกรุงเทพฯต่อประเทศไทย เหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นในสหรัฐส่งผลกระทบชั่วพริบตาทั่วโลกรวมทั้งไทย

ธนาคารกลางของประเทศใหญ่ๆ ใช้เงินดอลลาร์เป็นทุนสำรองถึง 60% การทำสัญญาเงินกู้ทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐนานาชาติใช้ดอลลาร์ถึงกว่า 40% สหรัฐและดอลลาร์อยู่ได้ และมีความนิยมต่อเนื่อง จากความเชื่อมั่น (confidence) และความเชื่อใจ (trust) เท่านั้น ปัจจัยอื่นมีความสำคัญน้อยมาก การควบคุมการกระจายของเงินตราสกุลต่างๆ ในระบบการเงิน การธนาคารเป็นสิ่งที่นับวันจะขาดหลักการและกติกา ขึ้นอยู่กับกลุ่มอำนาจซึ่งมีอิทธิพลเป็นผู้ตั้งกฎเกณฑ์ จึงไม่มีใครสามารถคาดคะเนอนาคตของเศรษฐกิจโลกได้อย่างแม่นยำ ที่ทำได้ดีที่สุดเพียงการเดาโดยใช้หลักการตามประสบการณ์ที่สะสมไว้และข้อมูลที่มีจำกัด

สหรัฐอาจดูเหมือนมหาอำนาจที่กำลังเสื่อม เพราะภาพลักษณ์จากการบริหารประเทศที่ล้มเหลว และที่เห็นเด่นชัดมากก็คือการขาดนโยบายแห่งชาติและความเป็นผู้นำของการควบคุมโรคติดต่อ เป็นประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุดกลับกลายเป็นยับเยินที่สุด หลายกลุ่มที่เป็นคู่แข่งและศัตรูกับสหรัฐได้ถือโอกาสนี้ปรับยุทธศาสตร์และโฆษณาชวนเชื่อพาดพิงถึงจุดบกพร่องของระบอบประชาธิปไตย ถึงขั้นมีการเสนอทางเลือกโดยใช้ระบบเผด็จการแทนประชาธิปไตยเป็นต้น 

สหรัฐซึ่งเป็นตัวอย่างประชาธิปไตยและการค้าแบบเสรีนั้น ในความเห็นส่วนตัวของผม ซึ่งอยู่ที่นี่กว่า 30 ปี มั่นใจว่ามีโอกาสแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด และปรับปรุงระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคใหญ่ รวมทั้งปรับความเข้าใจสร้างสมานฉันท์ สหรัฐเป็นศูนย์รวมของลูกหลานทั่วโลก ประเพณีวัฒนธรรมและความมานะอดทนของผู้ที่มาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่นี่ จะสามารถลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่ง และก้าวต่อไปได้ด้วยความเข้มแข็งและมั่นใจ โอกาสในการแข่งขันสร้างศูนย์อำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคงของโลก เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนโดยเฉพาะความหวังอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียกับกลุ่มRCEP ของอาเซียน 10 ประเทศและพันธมิตรอีก 5 ประเทศ

สหรัฐกำลังจะตื่นจากฝันร้าย ประชาชนกำลังตื่นตัวเพื่อปกป้องประชาธิปไตย ชาวอเมริกันได้เลือกผู้นำที่มีคุณธรรมสูง ไทยและสหรัฐมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไทยเป็นตัวอย่างที่ดีมากเรื่องการบริหารสุขอนามัยและเศรษฐกิจ จึงมีความพร้อมที่จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว การฟื้นฟูของสหรัฐจะส่งผลบวกต่อมาตุภูมิแน่นอน สหรัฐยุคใหม่ ประชาธิปไตยรุ่ง ไทยมุ่งเตรียมรับโชคครับ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง