เศรษฐกิจไทย ปี 64 ต้องตรึงค่าบาท อย่าล็อกดาวน์  

เศรษฐกิจไทย ปี 64 ต้องตรึงค่าบาท อย่าล็อกดาวน์  
17 มกราคม 2564 | โดย ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ | คอลัมน์ บทความพิเศษ
699

เศรษฐกิจไทย ปี 2564 ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 3-4% อาจจะเป็นไปได้ยาก ทางออกสำคัญคือ การตรึงค่าเงินบาทที่เหมาะสม อยู่ในระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ ขณะเดียวกันไมควรออกมาตรการล็อกดาวน์ ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ฟื้น

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ที่คาดการณ์กันว่าจะมีการเติบโตในระดับ 3-4% อาจจะเป็นไปได้ยาก หากค่าเงินบาทยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง แนะนำว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรจะตรึงกับดอลลาร์สหรัฐมาอยู่ในระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตได้ถึง 6-7% เงินบาทแข็งค่าแบบนี้คนส่งออกลำบาก ควรจะต้องให้อ่อนค่าลงอีก 10% เพราะขณะนี้รัฐบาล โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีเงินสำรองเงินตราระหว่างประเทศ 2 แสนห้าหมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 7.5 ล้านล้านบาท มีความสามารถจะตรึงเงินบาทเข้ากับดอลลาร์ในอัตรา 34 บาทต่อดอลลาร์ได้

ธปท.สามารถออกบัตรมาซื้อดอลลาร์เพิ่มเพื่อตรึงค่าเงินบาทกับเงินดอลลาร์ในอัตรา 34 บาทต่อดอลลาร์ได้ไม่น่ามีปัญหา ขณะนี้เราเกินดุลการค้าอยู่เดือนละ 100,000 ล้านบาท ในการตรึงค่าเงินบาทกับดอลลาร์ ธปท.ต้องจ่ายเงินบาทให้ผู้ส่งออกเพิ่มอีก 10% คือ 10,000 ล้านบาทต่อเดือนหรือ 120,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะนี้เรามีเงินทุนหมุนเวียน M1 Money Supply อยู่ 2.5 ล้านล้านบาท และเงินสำรองเงินตราต่างประเทศ 2 แสนห้าหมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 7.5 ล้านล้านบาท เราสามารถออกบัตรเพิ่มได้โดยไม่ผิดกติกาเพื่อการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ เพราะเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศ

ในการใช้นโยบายทางการเงินของประเทศเรา เราไม่ได้เป็นประเทศราชของไอเอ็มเอฟ หรือเวิลด์แบงก์ เราสามารถกำหนดค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ที่รัฐบาลต้องการได้ โดยต้องคำนึงถึงการอยู่ดีกินดีของประชาชนเป็นหลัก ไม่ผิดกติกาใดๆ ทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้มันขึ้นลงตามตลาดเป็นเหยื่ออันโอชะของพวกนักปั่นเงินตรา ซึ่งชอบอ้างไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ว่าให้ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ขึ้นลงตามกลไกตลาด เพราะค่าเงินดอลลาร์ก็ขึ้นลงตามกลไกตลาดอยู่แล้ว เพียงแต่เราเกาะติดกับดอลลาร์โดยไม่ถูกพวกนักปั่นเงินบาทขายชาติทำให้ประเทศเสียหายยับเยินดังที่ผ่านมาตอนวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง

ค่าเงินบาทตรึงอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ น่าจะช่วยให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น เศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นโดยโรงงานไม่ต้องปิดลง คนงานมีงานทำ รัฐบาลไม่ต้องมาเสียงบประมาณช่วยเหลือ แต่จะเก็บภาษีอากรได้มากขึ้น เราต้องยอมรับว่าการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ช่วยไม่ให้คนจนเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) หรือเป็นหนี้เสีย ถือเป็นตัวช่วยที่ดี รวมทั้งการเอาเงินมาช่วยเหลือคนยากจนในยามตกทุกข์ได้ยากแบบรัฐสวัสดิการที่ประเทศนิวซีแลนด์ปฏิบัติอยู่ (สมัยที่ผมเรียนอยู่ภายใต้ทุนแผนการโคลัมโบ) หากคนพวกนี้ฟื้นตัวได้ก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจ เพราะคนเหล่านี้กว่าครึ่งหนึ่งประสบปัญหาจากการที่ต้องปิดเมืองหรือล็อกดาวน์

ตัวอย่างประเทศเวียดนามที่เศรษฐกิจเขาฟื้นตัวได้เพราะรัฐบาลไปกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้ค่าเงินดอง (VND) ต่อดอลลาร์ถูก เพื่อให้สามารถส่งออกได้ เพราะเป็นอำนาจอธิปไตยของเขา และทุกประเทศชมเชยว่ารัฐบาลเวียดนามเก่ง และรักชาติสมควรไปลงทุนที่นั่นโดยถอนการลงทุนจากไทยและจีน

ผมขอแนะนำรัฐบาลว่าอย่าล็อกดาวน์ประเทศและหยุดงานบ่อยๆ เพราะคนจะไม่มีงานทำและเศรษฐกิจจะไม่ฟื้น ถ้ามีการว่าจ้างแรงงาน คนมีเงินจากการทำงาน จะสามารถจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้ และถ้าจะให้ดีพยายามส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศด้วย เพื่อเพิ่มการจ้างงานและค่าแรงจะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ แต่ต้องไม่ลืมการตั้งสติควบคุมไวรัสโควิดให้มีประสิทธิภาพด้วย เพื่อป้องกันการระบาดของโรคร้าย

ส่วนมุมมองเกี่ยวกับธุรกิจด้านพลังงาน คาดว่าแนวโน้มพลังงานสะอาด และทดแทนยังคงเป็นกระแสโลกที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้ายังไงก็เกิดขึ้นแน่นอน อีก 20 ปีข้างหน้าคาดว่าจะไม่มีรถยนต์ที่ใช้พลังงานฟอสซิลวิ่งอีกแล้ว ธุรกิจที่เกี่ยวกับรถยนต์แบบดั้งเดิมจะต้องเปลี่ยนไปหมดตามแนวโน้มของพลังงานสะอาดเพื่อธรรมาภิบาลรักษาสิ่งแวดล้อมโลก และเพื่อสังคมที่ดี ESG (Environmental Social Governance) ที่จะกลายมาเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ใหม่ (New Paradigm Shift)

สำคัญที่ภาคธุรกิจต้องทำตามแนวทางดังกล่าว ส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าอยากจะบอกไปยังรัฐบาลว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ายังเติบโตและจำเป็นต้องเพิ่มกำลังผลิตอีกหลายหมื่นเมกะวัตต์ เพื่อรับ Peak Load ด้วยเหตุผลการชาร์จไฟฟ้าเพื่อใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าอีวีคาร์ ดังนี้

ขณะนี้มีผู้ไม่หวังดีพยายามจะให้ชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าโดยอ้างโควิด-19 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว แต่ตามสถิติการใช้น้ำมันในตอนนี้ประเทศไทยมีการใช้น้ำมันวันละแสนตันเทียบเท่ากับกำลังไฟฟ้า 48,000 เมกะวัตต์ (MW) ถ้าประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เท่ากับ 40% จะเทียบเท่ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 19,200 เมกะวัตต์โดยเฉลี่ย

ถ้ามีการชาร์จแบตเตอรี่โดย Slow Charger 6 ชั่วโมงเต็ม เพื่อใช้ 1 วัน ระบบไฟฟ้าต้องมีขนาด 24/6 = 4 เท่า ของ 19,200 เมกะวัตต์ หรือเท่ากับ 76,800 เมกะวัตต์เพื่อรับ Peak Load ถ้าใช้ค่าเฉลี่ยของจำนวนรถที่มาชาร์จไฟพร้อมกันไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งก็ต้องเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าอีก 2 เท่าของ 19,200 เมกะวัตต์ หรือ 39,400 เมกะวัตต์เพื่อรับ Peak Load

หมายเหตุ : หากใช้ Fast Charger 30 นาทีใช้ได้ทั้งวัน ถ้าชาร์จพร้อมกันหมดระบบไฟฟ้าต้องมีกำลังผลิต 24/0.5=48 เท่าของกำลังไฟฟ้าปกติรับ Peak Load ซึ่งถ้าใช้เวลาที่เหลือชาร์จแบตเตอรี่ได้ 2/48=4.1% ของรถ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ถ้า 50% ของรถทั้งหมดใช้ Fast Charger รวมแล้วใช้เวลา 12 ชั่วโมง มีมาร์จิ้นเหลือเวลาอีก 6 ชั่วโมงให้รถที่ใช้ค่าเฉลี่ยชาร์จไฟวันละ 2 ครั้งเพื่อใช้ 24 ชั่วโมง ระบบไฟฟ้าต้องมีกำลังผลิต 24/(2x2)=6 เท่าของกำลังไฟฟ้าปกติเพื่อรับ Peak Load จะสามารถชาร์จได้พร้อมกัน 2/6=33.33% ของรถทั้งหมด

หากมีการเปลี่ยนรถใช้น้ำมันเป็นรถใช้ไฟฟ้า (อีวีคาร์) 20% ภายใน 5 ปี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องเพิ่มกำลังผลิตในระบบอีก 39,400x20%=7,880 เมกะวัตต์ หรืออย่างต่ำ 39,400 เมกะวัตต์ภายใน 20 ปี เพื่อรับ Peak Load จากที่กำหนดในพีดีพี18

ฉะนั้น พีดีพี18 ต้องมีการแก้ไขให้เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าโดยด่วน มิฉะนั้นจะเกิดการ Blackout ไฟดับทั้งเมืองใน 5 ปีข้างหน้า เพราะการที่สร้างโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่แต่ละโรงต้องใช้เวลา 5 ปี โดยทำ EIA/EHIA 2 ปี หลังจากนั้นค่อยก่อสร้างอีก 3 ปี รวมทั้งหมด 5 ปีเป็นอย่างต่ำ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง