"ปริญญ์" ดันขยายตลาด ข้าวหอมมะลิไทย สู่ครัวโลก -จ่อยื่นขอทะเบียนGI ปีหน้า

22 พฤศจิกายน 2563
165

ปริญญ์ นำทีมเศรษฐกิจทันสมัย “ส่งมอบข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่ครัวโลก” ต้นแบบสินค้า GI อัตลักษณ์ข้าวไทยแบบ 0.4 ผสานเทคโนโลยีแบบ 4.0

       นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรค และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัยพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พร้อมอธิบดีกรมทรัพย์ทางปัญญา ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมเป็นประธานในพิธี “ส่งมอบข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่ครัวโลก” ณ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีอรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ และดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย คณะที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ดร.ฐิตารีย์ ไตรสรณปัญญา คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ชมพูนุท นาครทรรพ คณะทำงาน รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอดีตผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ร้อยเอ็ดและภาคอีสาน เข้าร่วมกิจกรรม ผนึกกำลังช่วยเหลือเกษตรกร ผ่านโมเดลเกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด อย่างเต็มรูปแบบ

         นายปริญญ์  กล่าวว่า ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้าเกษตรที่มีอัตลักษณ์ความโดดเด่นแบบ 0.4 มีเสน่ห์และมีเรื่องราวความเป็นมา มีรสชาติ ความหอม อร่อย และเป็นสินค้าไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล  ดังนั้นต้องนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบ 4.0 มาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในการเพาะปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีมาตรฐานยอมรับได้ในระดับสากลจนได้รับ GI ของยุโรป และที่สำคัญคือการขยายตลาดทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยที่ผ่านมาตนเองได้ช่วยประสานให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปได้เป็นจำนวนมาก การมีมาตรฐาน GI จะทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการ และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้น

160601728098

         ด้านนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์ทางปัญญา กล่าวว่าหน่วยงานอยู่ระหว่างจัดทำคำขอจดทะเบียน GI ในประเทศอินโดนีเซีย คาดว่าจะยื่นได้ในปี 2564 เพื่อขยายตลาด ทั้งนี้ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นสินค้า GI ที่มีศักยภาพ และถือเป็นต้นแบบสินค้า GI ที่เป็นที่ยอมรับถึงคุณภาพมาตรฐาน มีชื่อเสียงไปไกลถึงสหภาพยุโรป  

160601732660

         ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่านายปริญญ์ พร้อมคณะได้ลงพื้นที่แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และได้พบกับนายสินสมุทร ศรีแสนปาง ผู้นำในการตั้งกลุ่มศรีแสงดาวหมู่บ้านนาหยอด ที่ได้ให้ข้อมูลถึงการเปลี่ยนรูปแบบการทำนาจากวิถีดั้งเดิมที่ปลูกโดยการหว่าน ที่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 30–35 กิโลกรัมต่อไร่ มาเป็นรูปแบบการทำนาหยอดที่ใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 4 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก 320 กิโลกรัม เป็น 600 กิโลกรัม โดยที่สินค้าดังกล่าวยังคงคุณภาพตามมาตรฐาน GI จึงเป็นการช่วยลดต้นทุน และสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร ส่งผลให้เกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น.

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: