ทรัมป์ vs ไบเดน ใครจะเข้าวิน?

ทรัมป์ vs ไบเดน ใครจะเข้าวิน?
29 ตุลาคม 2563 | โดย ผศ.ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ | คอลัมน์มุมคิดมหภาค
531

วิเคราะห์การเลือกตั้งสหรัฐที่จะเกิดขึ้นวันที่ 3 พ.ย.63 ระหว่าง "โดนัลด์ ทรัมป์" และ "โจ ไบเดน" ใครมีโอกาสจะชนะมากกว่ากัน? และช่วงโค้งสุดท้ายนี้ แต่ละฝ่ายงัดกลยุทธ์หรือไม้เด็ดอะไรมาตัดแต้มของแคนดิเดทบ้าง?

แล้วก็เข้ามาสู่โค้ง 7 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ โจ ไบเดน ถ้าพูดถึงกลยุทธ์หาเสียงของทั้งคู่จะพบว่าเปลี่ยนไปจากเดิมพอสมควร ดังต่อไปนี้

เริ่มจากโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง จุดอ่อนหลักของทรัมป์คือโควิด-19 ซึ่งยิ่งใกล้วันเลือกตั้งมากเท่าไร เหมือนว่าจำนวนผู้ติดโควิดในสหรัฐ พบว่ากลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะแตะหลักแสนต่อวัน ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ทรัมป์เหมือนขว้างงูไม่พ้นคอ จากการที่ทรัมป์ถนัดการหาเสียงในเวทีใหญ่ตามรัฐต่างๆ ท่ามกลางผู้คนที่มาฟังแบบเยอะๆ ทว่าการที่โควิดกลับมาพุ่งแรง ทำให้การรณรงค์หาเสียงแบบที่เน้นเวทีหลัก กลับให้พลังหรือโมเมนตัมแบบจำกัดเพราะคนก็ยังรู้สึกว่าโควิด-19 เป็นตัวถ่วงที่จะส่งต่อการเชียร์ทรัมป์ไปให้กับคนรู้จัก หรือแม้แต่จะตัดสินใจเลือกทรัมป์ก็ตาม

กลยุทธ์ของทรัมป์ก่อนวันเลือกตั้งสำหรับโควิดดูจะเปลี่ยนไปมาก โดยเขาเหมือนจะกล้าออกมายอมรับว่าไม่สามารถควบคุมได้ ผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาว ในทำนองว่าโควิดเป็นสิ่งที่ทั้งในยุโรปและหลายๆ ประเทศไม่สามารถควบคุมได้ โดยในเมื่อทรัมป์ไม่สามารถจัดการโควิดได้ดี ก็หันกลับลำเปลี่ยนมายอมรับว่าควบคุมไม่ได้ไปเลย โดยใช้เหตุผลที่แม้แต่ยุโรปก็ยังมีสถานการณ์ที่แย่ลงมาประกอบ รวมถึงโยนไปให้หมอรับผิดชอบในส่วนที่รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อไว้จำนวนให้มากเข้าไว้ เพื่อหวังหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง เรียกว่าออกไปทางให้พ้นตัวเขาเองไว้ก่อน

นอกจากนี้ ในส่วนกลยุทธ์หลักในการตัดแต้มไบเดน มีอยู่ 3 ส่วน คือ

1.โจมตี ฮันเตอร์ ไบเดน ลูกชายของโจ ไบเดน ว่าไปรับเงินจากจีนและยูเครน โดยการใช้ตำแหน่งรองประธานาธิบดีของไบเดนในสมัยโอบามา เป็นเครื่องต่อรองในการเปิดทางทำธุรกิจให้กับบริษัทเอกชน ด้วยการพยายามที่จะเปิดไฟล์ลับที่ทรัมป์อ้างว่าเป็นหลักฐานเด็ดในการมัดตัวไบเดน

2.การโจมตีนโยบายของไบเดนที่จะทำให้เขาเสียคะแนนเสียง อย่างการเลิก Shale Oil ในสหรัฐ ที่ไบเดนเคยหาเสียงว่าจะยกเลิก หรือกระทั่งการโจมตีว่าพลังงานลมโดยการใช้กังหันขนาดใหญ่ซึ่งไบเดนมีนโยบายพลังงานสะอาดเป็นนโยบายหลัก จะส่งผลทำให้นกตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายอย่างที่ทรัมป์โจมตีไบเดนดูน่าเชื่อถือ ทว่าหลายอย่างก็ดูเป็นการพูดแบบฟังแล้วออกจะขำขัน

3.การหาเสียงโฟกัสไปที่รัฐ Swing State ซึ่งดูแล้วไบเดนมีคะแนนเสียงลดลง อาทิ เพนซิลเวเนียและฟลอริดา โดยล่าสุด ทรัมป์ปราศรัยในหลายจุดที่เพนซิลเวเนีย โดยย้ำเรื่อง Shale Oil ในพื้นที่ซึ่งมีการทำ Shale Oil รวมถึงเดินทางมาลงคะแนนเสียงล่วงหน้าที่ฟลอริดา

ท้ายสุดทรัมป์ยังเน้นหาเสียงกับประชาชนในพื้นที่ชนบทในส่วนชานเมืองทั่วประเทศ ด้วยสโลแกน ”Law and Order” ที่กล่าวว่าหากไบเดนเข้ามาเป็นผู้นำ ความวุ่นวายจากการใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไม่มีการใช้กฎหมายที่เด็ดขาด

หันมาทางไบเดนบ้าง กลยุทธ์ของไบเดนในโค้งสุดท้ายคือผิดพลาดให้น้อยที่สุด เนื่องจากมองว่าเขามีโอกาสจะชนะทรัมป์ จากคะแนนที่ยังเป็นต่อในหลายโพลล์ อย่างไรก็ดี ไบเดนก็ไม่ประมาทเช่นกัน ด้วยการส่งบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ปราศรัยช่วยเขาในรัฐที่ดูแล้วคะแนนเสียงลดลง อาทิ เพนซิลเวเนีย ซึ่งโอบามาได้มาปราศรัยใหญ่ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ในรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีคนผิวดำอยู่เป็นจำนวนมาก

แล้วก็มาถึงคำถามว่าใครน่าจะชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมลองใช้ผลโพลล์ของเจ้าที่เคยทายว่าทรัมป์จะชนะฮิลลารี คลินตัน เมื่อ 4 ปีก่อน ณ วันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา แล้วนำจำนวนคะแนนที่ทรัมป์เคยเร่งคะแนนเสียงในรัฐต่างๆ จากช่วงเวลา 3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีก่อนมาบวกเข้าไป ปรากฏว่าไบเดนก็ยังมีโอกาสที่จะชนะมากกว่าอยู่ โดยน่าจะมีโอกาสชนะราว 2 ใน 3 ส่วนทรัมป์มีโอกาสประมาณ 1 ใน 3

โดยมีอยู่ 4 รัฐที่ยังสูสีมาก ได้แก่ ฟลอริดา มิชิแกน วิสคอนซิน และมินเนโซตา โดยที่ไบเดนจะชนะทรัมป์ หากเพียงแค่ขอให้ชนะที่ฟลอริดาเท่านั้นพอ หรือหากแพ้ฟลอริดา ขอชนะที่มิชิแกน วิสคอนซิน หรือมินเนโซตา เพียง 2 ใน 3 รัฐนี้

ในขณะที่ทรัมป์หากจะชนะไบเดน ต้องชนะที่ฟลอริดา และต้องชนะ 2 ใน 3 รัฐ ดังนี้ มิชิแกน วิสคอนซิน หรือมินเนโซตาด้วย

ในขณะที่การเลือกตั้งวุฒิสภา ผมมองว่าทั้งสองพรรคน่าจะมีโอกาสใกล้เคียงกันว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งสหรัฐในครั้งนี้ โอกาสที่ไบเดนหรือทรัมป์จะชนะแบบไร้ข้อกังขา น่าจะยังมี “น้อยกว่า” ผลออกมาแบบสูสีจนต้องนับคะแนนใหม่และฟ้องร้องกันโดยให้ศาลสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด โดยที่ทรัมป์มีคะแนนโหวตในศาลสูงสุดเยอะกว่า ทว่าไบเดนก็เตรียมใช้กลยุทธ์ Pack the Court หรือขยายจำนวนที่นั่งของศาลสูงสุดหลังเลือกตั้งเช่นกันครับ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง