'บลูบิค' แนะธุรกิจบีทูซีเร่งลงทุน 'บิ๊กดาต้า -เอไอ'

'บลูบิค' แนะธุรกิจบีทูซีเร่งลงทุน 'บิ๊กดาต้า -เอไอ'
26 ตุลาคม 2563
188

“บลูบิค” แนะธุรกิจประเภทบีทูซี ที่มีปริมาณข้อมูลลูกค้ามาก เร่งนำ “บิ๊กดาต้า เอไอ” พัฒนาเครื่องมือการตลาด ดึงข้อมูลกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยซื้อ กลับมาวิเคราะห์เชื่อโอกาสกลับมาซื้อสูง หวังช่วยกระตุ้นยอดที่ซบเซาหลังวิกฤติโควิด-19

เขากล่าวว่า การนำเทคโนโลยีบิ๊กดาต้า และเอไอ มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดในชื่อระบบบลูบิค วิน แบ็ค จะเป็นการนำข้อมูลของลูกค้าที่เคยแสดงท่าทีสนใจซื้อหรือใช้บริการโดยลงทะเบียนไว้ในระบบแต่ยังไม่ดำเนินการซื้อ ซึ่งเราเรียกว่า ลูกค้ากลุ่ม Lost มาวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ลูกค้ากลับมาซื้อผลิตภัณฑ์และบริการอีกครั้ง โดยระบบจะเก็บข้อมูลพื้นฐานของลูกค้าที่มีศักยภาพ และรายละเอียดที่สำคัญทุกอย่างเข้าไว้ในระบบ เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยให้บริษัทปิดการขายได้ง่ายขึ้น

สำหรับกระบวนการ Bluebik Win-Back จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 หลักการ ดังนี้

  1. Lead Prioritization เป็นการสร้างและเรียงลำดับรายชื่อลูกค้าที่มีโอกาสในการกลับมาซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งการใช้ Big Data และ AI จะช่วยลดเวลาการทำงานให้แก่ทีม โดย Lead Prioritization Model จะทำการดึงข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลลูกค้า และวิเคราะห์หาความน่าจะเป็นของลูกค้าที่มีโอกาสจะ Win-back แทนพนักงาน พร้อมทั้งจัดเรียงลำดับรายชื่อลูกค้าจากคนที่มีโอกาสซื้อมากที่สุดก่อน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขายให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
  2. Win-Back Dashboard เป็นการรวบรวมและแสดงผลข้อมูลที่สำคัญของลูกค้าแบบรายบุคคล เป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญของการนำ Big Data และ AI มาใช้งานจริงในกระบวนการทำงาน การใช้ Dashboard แสดงผลข้อมูลที่สำคัญจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของทีมดีขึ้น สามารถดึงลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าหรือเข้าสู่กระบวนการขายได้อีกครั้ง

 

นายพิพัฒน์ ยังระบุว่า จากประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการและวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ของบลูบิค ได้พิสูจน์จากการให้คำปรึกษากับองค์กรธุรกิจหลายราย พบว่า Big Data ช่วยให้กระบวนการ Win-back ดีขึ้นทั้งในเชิงประสิทธิภาพและประสิทธิผล จากการทำ A/B Testing เพื่อเปรียบเทียบผลการใช้งานระบบและผลการดำเนินงานปกติ

โดยทีม A ใช้ระบบเป็นตัวช่วย โดยใช้รายชื่อจากการจัดลำดับลูกค้าตามความน่าจะกลับมาซื้อสินค้าหรือเข้าสู่กระบวนการขาย  ส่วนทีม B ดำเนินงานปกติโดยการโทรแบบสุ่มรายชื่อ โดยผลการทำ A/B Testing จะถูกวัดผลผ่านตัวชี้วัด 2 ประเภท คือ ประสิทธิภาพ หรือความสามารถที่ทำให้เกิดผลในการทํางาน และประสิทธิผล หรือผลสำเร็จที่เกิดขึ้น ได้ผลลัพธ์ดังนี้

  1. สัดส่วนลูกค้าที่สนใจในผลิตภัณฑ์หรือบริการเพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานปกติ 30% ตัวอย่าง เช่น การโทรศัพท์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้แก่ลูกค้าเดิม 7,500 สายต่อเดือน จะสามารถเพิ่มอัตราการปิดการขายมากขึ้นจาก 1,200 สายเป็น 1,600 สาย เมื่อนำระบบ Bluebik Win-Back ไปใช้
  2. ลดเวลาสูญเปล่าในการติดต่อลูกค้าที่ไม่ควรติดต่อ เนื่องจากรูปแบบความสนใจของลูกค้ายังไม่ตรงกับการนำเสนอผลิตภัณพ์และบริการได้มากถึง 80%

ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า หากสามารถวิเคราะห์และเข้าถึงลูกค้าได้ถูกกลุ่ม ด้วยข้อเสนอที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย ยอดขายที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อตั้งแต่ครั้งแรกเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากลูกค้าที่หายไปและกลับมาได้เช่นกัน

“ผู้ประกอบการหลายรายเข้าใจผิดว่าธุรกิจของตัวเองไม่ได้รับผลกระทบจากดิจิทัล ดิสรัปชั่น ทำให้ยังไม่มีการปรับตัว แต่กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นผู้ตามคู่แข่งและเสียพื้นที่ในตลาดไป ดังนั้นทุกธุรกิจจึงต้องเตรียมความพร้อมและกล้านำเทคโนโลยีการจัดการและวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้ามาปรับใช้ เพื่อให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายพิพัฒน์ กล่าว

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง