เกาะติดภาษีสิ่งแวดล้อมอียู ภายใต้นโยบาย ‘กรีนดีล’

เกาะติดภาษีสิ่งแวดล้อมอียู ภายใต้นโยบาย ‘กรีนดีล’
26 ตุลาคม 2563 | โดย ทีมงาน Thaieurope.net | คอลัมน์ EU Watch
301

เกาะติด "ภาษีสิ่งแวดล้อม" ของอียู หนึ่งในแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสีเขียว สะท้อนจากการออกกฎระเบียบในการจัดเก็บภาษีต่างๆ ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พิจารณาออกมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน รวมถึงการจัดเก็บภาษีบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้

แผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสีเขียวยังคงเป็นนโยบายเด่นของอียู ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้มีการปฏิรูปกฎระเบียบและมาตรการต่างๆ ของอียู ซึ่งครอบคลุมมิติต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือเพียง 55% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจปลอดคาร์บอนภายในปี 2593 จึงไม่แปลกใจที่อียูจะมีกำหนดเสนอมาตรการจัดเก็บภาษีด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมในช่วง 5-10 ปีข้างหน้านี้

ภาษีสิ่งแวดล้อม = แหล่งรายได้สนับสนุนแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้นำอียู-27 ได้มีมติเห็นพ้องกับคณะกรรมาธิการยุโรปในการอนุมัติกรอบงบประมาณการฟื้นฟูเศรษฐกิจยุโรปภายหลังโควิด-19 หรือ “Next Generation EU (NGEU)” ซึ่งมีมูลค่า 7.5 แสนล้านยูโร เพิ่มเติมจากกรอบงบประมาณระยะยาว MFF ของอียูสำหรับปี 2564-2570 มูลค่า 1.075 ล้านล้านยูโร โดยอียูมองว่าการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อใช้สนับสนุนแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจนี้จะต้องไม่เบียดเบียนภาษีของประชาชน 

จึงจำเป็นต้องหาแหล่งรายได้อื่นทดแทน ผู้นำอียูได้มีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดเก็บภาษีจากภาคเอกชนและ/หรือต่างประเทศ และเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา สภายุโรปได้มีมติสนับสนุนให้มีการหาแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนอื่นเพื่อสนับสนุนแผนฟื้นฟูฯ เช่นกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดเก็บภาษีคาร์บอน ภาษีพลาสติก และภาษีดิจิทัล เป็นต้น

จากการรายงานของ Eurostat ในปี 2561 อียูมีรายได้จากภาษีสิ่งแวดล้อมกว่า 325 พันล้านยูโร ซึ่งนับเป็นร้อยละ 2.4 ของจีดีพีอียู โดยรายได้ส่วนมากมาจากภาษีพลังงาน 77.7% ตามด้วยภาษีการคมนาคม 19.1% และภาษีมลพิษและทรัพยากรต่างๆ 3.3% จึงเห็นได้ว่าการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมนั้นเหมือนการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

กล่าวคือเป็นการส่งเสริมให้ภาคเอกชนปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืนในระยาวและเป็นการสร้างรายได้ในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของอียู ดังนั้นจึงมีแนวโน้มสูงที่อียูจะนำเสนอมาตรการภาษีสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมในอนาคต

  • อียูปูทางสู่เศรษฐกิจปลอดคาร์บอนภายใน 30 ปี

1.อียูมีกำหนดปรับปรุงและขยายการใช้มาตรการ EU Emissions Trading Scheme หรือ EU ETS สำหรับปี 2564-2573 เพื่อทบทวนการเรียกเก็บภาษีจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมบางประเภทที่ใช้พลังงานในการผลิตสูง อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าและโรงงานต่างๆ อุตสาหกรรมการเดินเรือสมุทร และอุตสาหกรรมการบิน ตลอดจนอุตสาหกรรมการก่อสร้างและการขนส่ง เป็นต้น 

คาดว่าจะมีการปรับอัตราการเก็บภาษีขึ้นจาก 25 ยูโรต่อตัน เป็น 35 ยูโรต่อตัน ซึ่งที่ผ่านมาการใช้มาตรการ EU ETS ส่งผลให้สินค้าอียูมีราคาต้นทุนสูงกว่าสินค้านำเข้า ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการอียูเสียเปรียบและไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการรั่วไหลของคาร์บอน จึงต้องคอยติดตามว่ามาตรการฉบับปรับปรุงระยะที่ 4 นี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่งทางทีมงานจะคอยจับตากฎระเบียบใหม่เพื่อมารายงานในโอกาสแรก

2.อียูกำลังพิจารณาออกมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน เพื่อให้สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศต้องจ่ายต้นทุนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนเช่นเดียวกับสินค้าที่ผลิตในอียู โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ในชั้นนี้ กลไกของมาตรการนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม ซึ่งอียูอาจเสนอในรูปแบบการเก็บภาษีคาร์บอน การนำระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาปรับใช้ หรือรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสม 

ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (public consultation) จนถึงวันที่ 28 ต.ค.นี้ ซึ่งผู้สนใจไม่ว่าจะเป็นชาวอียูหรือต่างชาติสามารถเข้าไปร่วมให้ความเห็นได้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะนำความคิดเห็นไปประกอบการพิจารณาออกกฎระเบียบในช่วงเดือน มิ.ย.2564 ควบคู่กับมาตรการ EU ETS ฉบับปรับปรุงต่อไป

  • อียูสร้างมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมใหม่หรือเพิ่มกำแพงทางการค้า

นาง Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า มาตรการการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนนี้เป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตในต่างประเทศและผู้นำเข้าในอียูลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยยังรักษาความเสมอภาคในการแข่งขันและไม่ขัดกับกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายต่างจับตามองว่าในทางปฏิบัติมาตรการนี้จะออกมาในรูปแบบไหน เนื่องจากนักวิเคราะห์บางส่วนแสดงความเห็นว่ามาตรการนี้ดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มกำแพงทางการค้าของอียู มากกว่าการเป็นผู้นำด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2563 สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้จับมืออียูจัดสัมมนาออนไลน์ระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติระหว่างไทย-อียู ร่วมกับกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของอียู ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้แทนของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนกว่า 60 ราย 

งานสัมมนานี้ เป็นการเตรียมความพร้อมให้ฝ่ายไทยที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการมาตรการเก็บภาษีคาร์บอน อาทิ อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น เพื่อเตรียมปรับธุรกิจตามมาตรการเก็บภาษีใหม่นี้

  • อียูโบกมือลาพลาสติกใช้แล้วทิ้ง

การจัดเก็บภาษีพลาสติกเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการจัดหาแหล่งรายได้สำหรับแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของอียู โดยจากการประเมินขั้นต้นคาดว่าอียูจะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 6 ถึง 8 พันล้านยูโร จากการเก็บภาษีบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ซึ่งคำนวณจากอัตราประเมินเบื้องต้นอยู่ที่ 0.80 ยูโรต่อกิโลกรัม แม้อียูมีกำหนดการออกมาตรการจัดเก็บภาษีพลาสติกนี้ภายในเดือน ม.ค.2564 ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน (ข้อมูลจาก KPMG)

ตามที่สภายุโรปได้ลงมติผ่านร่างข้อบังคับเพื่อห้ามใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง (EU Single-Use Plastics Directive (SUPD)) ตั้งแต่แต่เดือน มี.ค.2562 เช่น หลอดพลาสติก ช้อน ส้อม มีดและจานพลาสติก รวมถึงคอตตอนบัดที่แกนทำมาจากพลาสติก ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2564 เช่นกัน โดยใช้หลักการ “polluter pays” หรือผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตบุหรี่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อขยะพลาสติกจากก้นกรองบุหรี่และผู้ผลิตอุปกรณ์ตกปลาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อขยะจากแหพลาสติกในทะเล เป็นต้น

อียูมีกำหนดตีพิมพ์แนวทางปฏิบัติ (guidelines) ตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีนี้แล้ว แต่ทว่าตอนนี้ยังมีประเด็นถกเถียงเรื่องการให้คำจำกัดความและขอบเขตของประเภทสินค้าที่จะถูกแบนภายใต้ข้อบังคับ ดังนี้

1.พลาสติก/โพลีเมอร์ เนื่องจากพลาสติกส่วนมากทำมาจากน้ำมันดิบ แต่ก็มีโพลีเมอร์บางส่วนที่ทำมาจากวัตถุดิบอื่น เช่น ก๊าซธรรมชาติ เซลลูโลส และแป้งจากพืช เป็นต้น อย่างเช่น Cellophane ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับพลาสติกคาดว่าจะได้รับการยกเว้นข้อบังคับนี้

2.พลาสติกใช้แล้วทิ้ง เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมอาหารได้แย้งว่าภาชนะบรรจุภัณฑ์อาหารขนาดใหญ่ เช่น ถุงใส่มันฝรั่งทอดถุงใหญ่ หรือขวดน้ำอัดลมขนาด 1.5 ลิตรนั้นเป็น “multi-use” เพราะผู้บริโภคไม่ได้ใช้เพียงครั้งเดียว แต่มีการเก็บไว้รับประทานวันหลัง จึงเรียกร้องให้มีการยกเว้นภาชนะบรรจุอาหารที่ใช้ได้หลายครั้งเหล่านี้ด้วย

  • แก้ปัญหาให้ถูกจุด เริ่มที่การออกแบบสินค้า

อียูได้ปรับปรุงข้อบังคับเรื่องบรรจุภัณฑ์และขยะจากบรรจุภัณฑ์ (EU Packaging and Packaging Waste Directive) โดยมีกำหนดออกมาตรการส่งเสริมการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ ซึ่ง EU Circular Economy Action Plan ได้ตั้งเป้าที่จะรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ให้ได้อย่างน้อย 75% ภายในปี 2573 ส่งผลให้สินค้าในตลาดอียูจำนวนหนึ่งก็ได้เริ่มมีการติดฉลาก เพื่อแสดงให้เห็นว่าบรรจุภัณฑ์ของตนทำสามารถนำไปรีไซเคิลได้ หรือทำจากวัสดุรีไซเคิลแล้ว อาทิ บรรจุภัณฑ์ไส้กรอก 

บรรจุภัณฑ์โยเกิร์ตในเบลเยียมได้มีการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ โดยติดฉลาก This package is 75% recyclable และสามารถแยกส่วนที่ทำจากพลาสติกออกจากกระดาษ และนำกระดาษไปรีไซเคิลได้ เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจจากกลุ่มลูกค้ารักษ์โลกและปฏิบัติตามมาตรการอียู ซึ่งผู้ประกอบการไทยอาจศึกษาแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ และปรับเปลี่ยนสินค้าให้เหมาะสมกับแนวโน้มการด้านสิ่งแวดล้อมของอียู

ดังนั้น ไทยอาจใช้โอกาสที่อียูนำเสนอมาตรการด้านภาษีสิ่งแวดล้อมนี้ เป็นโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศ พร้อมกับการพัฒนาศักยภาพของภาคธุรกิจไทย โดยคำนึงถึงกระแสผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตระหนักถึง carbon footprint และนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการสร้าง “added value” ให้กับสินค้าและบริการ เพื่อเป็นการเพิ่มขีดการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอียู

เรียบเรียงโดยทีมงาน thaieurope.net 

ข้อมูลจาก www.europa.eu www.euractiv.com และ www.home.kpmg

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง