ไบเดน vs ทรัมป์ ลงทุนอะไรดีกว่า?

ไบเดน vs ทรัมป์ ลงทุนอะไรดีกว่า?
26 ตุลาคม 2563 | โดย บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ | คอลัมน์ มุมคิดธนกิจ
1,864

เปิดบทวิเคราะห์การลงทุน ในสถานการณ์ที่ยังรอคำตอบว่า ใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป ระหว่าง “โจ ไบเดน” หรือ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่จะส่งผลต่อภาพรวมของตลาดการลงทุน โดยประเภทของตลาดและตราสารการลงทุนหลักๆ แต่ละประเภท แบบไหนจะให้ผลตอบแทนดีกว่ากัน?

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ เราน่าจะได้ทราบว่าระหว่าง “โจ ไบเดน” ตัวแทนพรรคเดโมแครต หรือ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ใครจะคว้าชัยในการได้รับเลือกเป็นผู้นำสหรัฐต่ออีก 4 ปี ในมิติของการลงทุน บทความนี้จะขอสรุปเป็นภาพใหญ่ว่าประเภทของตลาดและตราสารการลงทุนหลักๆ แต่ละประเภท หากใครเป็นผู้นำอีก 4 ปีต่อไปแล้วจะให้ผลตอบแทนดีกว่ากัน ทว่าก่อนไปถึงจุดนั้น ผมขอวิเคราะห์ถึงธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดในยุคของทั้งคู่ จะมีหน้าตาเป็นเช่นไรก่อน

เริ่มจากฝั่งยุคไบเดนก่อน เฟดจะต้องเน้นวัตถุประสงค์การกระจายโอกาสให้กับกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและคนอเมริกันผิวสีให้มากขึ้น ผ่านการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ และอาจรวมถึงการที่แบ่งชั้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้มีระดับที่สะท้อนถึงปัจจัยดังกล่าว โดยที่จะลดการให้ความสำคัญต่อเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ สำหรับผ่อนคลายนโยบายการเงินลง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งหมายถึงเฟดจะมีความเป็น Dovish ที่มีการโฟกัสเป็นจุดๆ หรือมีระดับที่ลดลงจากในช่วงนี้

ในทางกลับกัน หากทรัมป์เกิดได้เป็นผู้นำสหรัฐเป็นสมัยที่สอง เฟดน่าจะมีความเข้มข้นในการใช้นโยบายการเงินมากขึ้น โดยที่มีความเป็นไปได้ว่าในช่วงต้นปี 2565 ทรัมป์น่าจะแต่งตั้งประธานเฟดท่านใหม่แทน “เจอโรม พาวเวล” ซึ่งน่าจะมีการใช้นโยบายการเงินตามแนวทางที่ผ่อนคลายแบบเข้มข้นขึ้นกว่านี้อีก

สำหรับแนวโน้มของตราสารการลงทุนหลักๆ แต่ละประเภท ในยุคของทั้งคู่ เป็นดังนี้

1.อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐ โดยภายใต้ยุคของทรัมป์ในวาระที่ 2 น่าจะมีระดับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหากเป็นยุคของไบเดน เนื่องจากประธานเฟดท่านใหม่ของทรัมป์ หรือแม้แต่พาวเวลเอง จะต้องมีความเข้มข้นในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐมีแนวโน้มที่ลดลงอีก ในทางกลับกัน หากเป็นยุคของไบเดน อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐน่าจะทรงๆ ตัวอยู่ในระดับปัจจุบันหรือสูงกว่านี้เล็กน้อย

2.ตลาดหุ้นสหรัฐ ในยุคของทรัมป์อีก 4 ปีข้างหน้า ตลาดสหรัฐน่าจะขึ้นไปต่อได้แม้จะไม่ได้ร้อนแรงเท่ากับในช่วงปีนี้ก็ตาม ในทางกลับกัน หากเป็นยุคของไบเดน ตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงต่อไปน่าจะทรงๆ ตัว จากนโยบายการขึ้นภาษีคนรวย ภาษีนิติบุคคลและภาษี Capital gains

3.ตลาดหุ้นยุโรป น่าจะมีความร้อนแรงกว่าหากไบเดนได้ขึ้นเป็นผู้นำท่านใหม่ เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของไบเดนน่าจะมีความสัมพันธ์กับยุโรปด้วยความแนบแน่นกว่าสมัยของทรัมป์ โดยสหรัฐน่าจะมีการสร้างเขตการค้าร่วมกับยุโรปเพื่อเจรจาทางการค้ากับจีน รวมถึงประเทศในเอเชียที่ยืนฝั่งเดียวกับจีน

4.ตลาดหุ้นญี่ปุ่น น่าจะมีความร้อนแรงกว่าหากทรัมป์ได้เป็นผู้นำเป็นสมัยที่สอง เนื่องจากญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน กับรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของพรรครีพับลิกันมากกว่าพรรคเดโมแครต โดยสหรัฐน่าจะเป็นพันธมิตรที่ดีกับญี่ปุ่นในสมัยของทรัมป์มากกว่ายุคของไบเดน จึงน่าเป็นห่วงในมิติของการส่งออกของญี่ปุ่นหากไบเดนได้ขึ้นเป็นผู้นำท่านใหม่

5.ตลาดหุ้นจีน แม้จะมองว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจะชะลอลง ทว่าไบเดนจะใช้เขตการค้าที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับยุโรปในการต่อรองกับจีน ซึ่งมองว่าน่าจะทำให้รัฐบาลของจีนมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายต่างๆ ในสมัยของไบเดนมากกว่าในยุคของทรัมป์ ผมจึงมองว่าตลาดหุ้นจีนในยุคของไบเดนน่าจะมีความน่าสนใจน้อยกว่าหากทรัมป์เป็นผู้นำอีกสมัย

6.หุ้นกลุ่ม FAANG หากไบเดนเป็นผู้นำสหรัฐ น่าจะมีการใช้นโยบาย Antitrust ต่อบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐในระดับที่รุนแรงกว่าหากทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐ แม้ว่าอาจจะไม่ได้รุนแรงมากอย่างที่หลายคนคาดไว้ จึงมองว่าหุ้นกลุ่ม FAANG ในยุคของไบเดนจะลดความร้อนแรงลงเมื่อเทียบกับสมัยของทรัมป์

7.หุ้นพลังงาน ในขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน จะได้รับอานิสงส์ที่ดีจากนโยบายพลังงานสะอาดของไบเดน หุ้นกลุ่มน้ำมันและถ่านหินน่าจะได้รับผลดีจากนโยบายพลังงานแบบเดิมของทรัมป์มากกว่า

8.ค่าเงินดอลลาร์ ในยุคของไบเดน ค่าเงินดอลลาร์น่าจะอยู่ในระดับที่แข็งค่ากว่าในยุคของทรัมป์ เนื่องจากยุคไบเดน ความเป็นผู้นำของโลกและความน่าเชื่อถือของสหรัฐในสายตาชาวโลกจะกลับมาในบางส่วน ภายใต้ข้อจำกัดด้านผลประโยชน์ธุรกิจ ในขณะที่ทรัมป์เน้นแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างเดียว จึงมีแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงกว่า

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าหากผลการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในครั้งนี้เกิดมีความสูสีกันพอสมควร น่าจะมีการฟ้องร้องกันถึงชั้นศาลสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟ้องร้องจากทรัมป์ โดยทรัมป์หวังว่าคะแนนเสียงของศาลสูงสุดในปัจจุบัน จะส่งผลดีต่อเขาผ่านคะแนนโหวตสุดท้ายสำหรับตัดสินผลการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐของศาลสูงสุดชุดนี้ ซึ่งไบเดนก็เตรียมแก้เกมไว้แล้ว ไว้ครั้งหน้ามาเล่าให้ฟังกันต่อครับ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง