โควิดกลายพันธุ์ โรคประจำถิ่น

โควิดกลายพันธุ์ โรคประจำถิ่น
22 ตุลาคม 2563 | โดย [บทบรรณาธิการ]
661

"โควิด-19" กำลังกลายเป็นโรคประจำถิ่น แม้อัตราการติดเชื้อกับการเสียชีวิตจะถ่างออกไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งเศรษฐกิจและการเมืองไทย จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับมือ จัดการอย่างเท่าทัน ยืนอยู่บนหลักกฎหมาย

ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนในประเทศไทยทั้งด้านการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ โควิด-19 ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องร่วมมือกันรักษามาตรฐาน หยุดยั้งการแพร่ระบาดให้ได้เท่าที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์ทั่วโลกยอดผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวันแตะ 41 ล้านราย ขณะที่ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1.1 ล้านคน หากดูสัดส่วนจะพบว่าอัตราการติดเชื้อกับอัตราการเสียชีวิตจะถ่างออกไปเรื่อยๆ หมายความว่าผู้เสียชีวิตลดลงเมื่อเทียบกับผู้ติดเชื้อ ในแง่ดีคือความเสียหายแก่ชีวิตลดลง ในทางกลับกันโควิดกำลังกลายเป็นโรคประจำถิ่น

เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขยอมรับว่าโควิดมีแนวโน้มจะเป็นโรคประจำถิ่นได้ เพราะยังไม่มีใครให้คำตอบที่แน่นอนว่าโควิดจะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหน อาจจะเหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ ประเด็นนี้ โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แนะนำให้พยายามยอมรับโควิดแต่ต้องป้องกันให้มากที่สุด ให้เกิดน้อยและลดอัตราการเสียชีวิตให้น้อย เป็นสัญญาณให้การกำกับหรือควบคุมจากนี้ไปจะมีการล็อกดาวน์ทั่วประเทศ แต่จะเลือกเฉพาะจุด

ท่าทีดังกล่าวยังนำไปสู่แผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อหารายได้เข้ามาพยุงเศรษฐกิจ โดยเมื่อวานนี้ (21 ต.ค.) ศบค.ได้วางระบบให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย หลังจากนักท่องเที่ยวจีนคณะแรกเดินทางเข้าไทยเมื่อคืนวันที่ 20 ต.ค.63 ที่ผ่านมา ภายใต้การผ่อนผัน โดยการขอรับการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ โดยกำหนดแบบ Wellness Quarantine ทั้งเมดิคัลสปาและการดูแลผู้สูงวัยระยะยาว พร้อมเห็นชอบ 2 รูปแบบกักตัวแบบ Wellness Quarantine รูปแบบแพ็คเกจ 7-10 วัน กักตัวจนครบ 14 วัน และลองเทอม แคร์ สำหรับผู้สูงอายุ 1 เดือน

ที่ประชุมยังมีการพิจารณาอีกหลายประเด็น ได้แก่ การเดินทางเข้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนและคณะ การอนุญาตให้ลูกเรือสัญชาติบริติชและสัญชาติเช็กเดินทางเข้ามาทางน้ำ การอนุญาตให้สายการบินทำการบินแบบมีผู้โดยสารเปลี่ยนลำ หรือการอนุญาตให้เรือยอชต์เดินทางเข้ามาในไทย ที่สำคัญผ่อนผันให้กลุ่มบุคคลเข้าประเทศไทยเข้ามารักษาพยาบาล มีผู้ป่วยและผู้ติดตามจำนวนมาก ส่วนนี้จะสร้างรายได้มากกว่าพันล้านบาท และจะขยายผลให้มากขึ้นตามลำดับ

เราเห็นว่าการทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจข้างต้น ประเทศไทยเดินมาถูกทาง เหลือสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ขึ้นมาเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดในขณะนี้ ผู้นำจะต้องใช้ความรอบคอบรอบด้าน มีความจริงใจ ไม่ว่าขณะเป็นฝ่ายรุกหรือเพลี่ยงพล้ำตกเป็นฝ่ายตั้งรับ หยุดสร้างเงื่อนไขบาดเจ็บล้มตาย เพื่อเข้าแทรกแซงหรือสลายการชุมนุม เราหวังว่าจะไม่มีการจัดตั้งม็อบชนม็อบเพื่อจุดชนวนความรุนแรง เราเชื่อมั่นว่าหากรัฐบาลรับมือและจัดการด้วยความเท่าทัน มุ่งการเจรจา ยืนอยู่บนหลักกฎหมาย ถูกต้องและชอบธรรม คนไทยจะเป็นกำลังใจให้ผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง