จับตาปัจจัยต่างๆ เดือนต.ค.-พ.ย.ที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย

จับตาปัจจัยต่างๆ เดือนต.ค.-พ.ย.ที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย
19 ตุลาคม 2563 | โดย สุโชติ ถิรวรรณรัตน์ คอลัมน์ เปิดมุมมองลงทุนใหม่
370

มองตลาดหุ้นไทยผันผวนมากและมีการปรับตัวลงในช่วง 1-2 เดือนนี้ จะเป็นโอกาสในการเข้าสะสมเพื่อการลงทุนระยะกลาง-ยาว โดยประเมินระดับดัชนี SET index ที่น่าสนใจเข้าลงทุนคือ 1,150 จุด !

จากบทความก่อนหน้าที่ผมเขียนเรื่อง 'ความผันผวนของตลาดหุ้นไทย' หรือ ดัชนี SET index (อาจ) จะมากขึ้นในเดือน ต.ค. 63 เป็นต้นไปเทียบกับช่วง 2Q63-3Q63 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตัดสินใจปลดล๊อกมาตรการคุมการชอร์ตเซลล์และกรอบการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Ceiling- Floor ให้กลับไปเกณฑ์ตามปกติก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 ในช่วงเดือน มี.ค.63 และความผันผวนที่ (อาจ) จะมากขึ้นนี้ เป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ ซึ่งในเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ จะมีปัจจัยต่างๆที่คาดจะเกิดขึ้นหลายประการที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุน อาทิ การรายงานผล Stress test ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์, การทยอยรายงานผลงานวิจัยวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทผู้ผลิตต่างๆ, ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้นเดือน พ.ย. เป็นต้น 

การรายงานผล Stress test ของธนาคารพาณิชย์ไทย : เราคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะสามารถเริ่มทยอยรายงานผล Stress test ในเดือน ต.ค.นี้ ในช่วงระหว่างที่รอการรายงานผลอาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้ เนื่องจากผล Stress test จะมีส่วนเกี่ยวพันไปถึง ความสามารถในการจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น เนื่องจากเป็นเงื่อนไขสำคัญของทางธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา หากธนาคารพาณิชย์ใดสามารถผ่าน Stress test ก็จะเปิดทางให้สามารถจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ ดังนั้นความผันผวนของราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเกิดขึ้นในช่วงของก่อนการรายงานและหลังการรายงานผล Stress test นั่นเอง และเนื่องจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าตลาดสูง จึงทำให้มีผลต่อดัชนี SET index ค่อนข้างมาก รวมทั้งในปัจจุบันเครื่องมือทางการเงินโดยเฉพาะตราสารอนุพันธ์จะเป็นอีกเครื่องจักรที่เป็นตัวเร่งให้เกิดความผันผวนของราคาหุ้นได้ ทั้งด้านบวกและลบ

การทยอยรายงานผลการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ระยะสุดท้ายของหลายบริษัท : ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ คาดว่าบริษัทผู้ผลิตวัคซีนหลายแห่งที่เข้าสู่ช่วงการทดลองระยะสุดท้าย จะเริ่มทยอยรายงานผล ซึ่งล่าสุดบริษัท Johnson & Johnson ระงับการทดลองวัคซีนเป็นการชั่วคราว หลังจากผู้เข้าทดลองวัคซีน 1 ราย  พบอาการป่วยไม่ทราบสาเหตุ อย่างไรก็ดีเราประเมินว่าจะเป็นการระงับการทดลองเป็นการชั่วคราวเพื่อพิจารณาสาเหตุของอาการป่วยของผู้เข้ารับการทดลองดังกล่าว ซึ่งน่าจะคล้ายกับกรณีการทดลองวัคซีนโควิด-19 ของบริษัท Astrazeneca ที่กลับมาเดินหน้าทดลองต่อ หลังเกิดเหตุลักษณะคล้ายกันคือพบผู้ป่วยไม่ทราบสาเหตุจากการทดลองวัคซีนฯ ทั้งนี้เราประเมินว่าประเด็นข่าวเรื่องของวัคซีนที่อาจจะมีทั้งข่าวดี-ร้าย ผสมปนเปกันในช่วงโค้งสุดท้ายของการทดลองก่อนที่จะสรุปผลและนำมาใช้เพื่อป้องไวรัสโควิด-19 ได้จริง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยเกิดความผันผวนขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งด้านบวกและลบ เช่นกัน 

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย.2563 : เราประเมินว่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่อีกครั้งในช่วงต้นเดือน พ.ย. 63 เนื่องจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ รวมทั้งนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันไประหว่างผู้ลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯทั้ง 2 ฝ่าย

อย่างไรก็ดีเราประเมินว่าภายหลังความผันผวนที่จะเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการใน 1-2 เดือนนี้ ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงปลายปี 2563 จนถึงต้นปี 2564 จะมีบรรยากาศการลงทุนโดยรวมที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 1) เรื่องผลการทดลองวัคซีนโควิด-19 ที่น่าจะเริ่มมีข่าวดี, 2) ภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งฯ และได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตาม เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯน่าจะเริ่มต้นขึ้นได้ และประเด็นเรื่องสงครามการค้าที่เคยเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกจะเริ่มลดความตึงเครียดลง แม้ว่าจะเป็นในกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับชัยชนะเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยก็ตาม เพราะเราเชื่อว่าเป้าหมายแรกของรัฐบาลสหรัฐฯจะเป็นการฟื้นฟู-เยียวยาภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19, 

และ 3) ช่วงเดือน พ.ย.จะเป็นการรายงานผลการดำเนินงาน 3Q63 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งโดยปกติแล้วภายหลังการรายงานงบการเงินไตรมาสที่ 3 นักลงทุนรวมทั้งนักวิเคราะห์จะเริ่มทำการวิเคราะห์และให้น้ำหนักการลงทุนไปยังผลการดำเนินงานปีถัดไปมากขึ้น ซึ่งในภาพรวมน่าจะดีขึ้นจากปี 2563

ดังนั้น ในกรณีที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนมากและมีการปรับตัวลงในช่วง 1-2 เดือนนี้ จะเป็นโอกาสในการเข้าสะสมเพื่อการลงทุนระยะกลาง-ยาว โดยเราประเมินระดับดัชนี SET index ที่น่าสนใจเข้าลงทุนคือ 1,150 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ Valuation Model ต่างๆ ในระยะยาว อาทิ Cyclical Adjusted PE (CAPE), Yield gap, และ ส่วนชดเชยความเสี่ยง หรือ Implied equity risk premium ให้อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

นักลงทุนสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทวิเคราะห์เชิงปริมาณ Quantamental ของฝ่ายวิจัยฯ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) เผยแพร่บทวิเคราะห์วันที่ 2 ต.ค.2563 ที่ผ่านมา

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง