"พลังประชารัฐ" คุมทุกทาง ขวางรื้อ ‘ระบบเลือกตั้ง’

13 ตุลาคม 2563
2,661

ภายใต้สถานการณ์การเมืองนอกสภากำลังเข้ม ทว่าการเมืองในสภาว่าด้วยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดุเดือดไม่แพ้กัน เมื่อพรรคพลังประชารัฐเล่นใต้ดินเพื่อรักษาอำนาจตัวเอง

การเมืองเวลานี้ หลายฝ่ายอาจจับจ้องไปที่การชุมนุมวันที่ 14 ต.ค. แต่อีกด้านแล้ว จะพบว่าการสู้รบในสนามการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ปรากฎการชิงไหวชิงพริบไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ "เกมยื้อ" ก่อนการลงมติรับหลักการ "แก้ไขรัฐธรรมนูญ" ในสมัยประชุมหน้า ที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย.นี้

ประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายโฟกัส ไล่มาตั้งแต่ข้อเสนอให้รื้อทิ้งมาตราที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของ "คสช." หรือข้อเรียกร้องให้แก้ไข "มาตรา 256" เพื่อไขกุญแจ ให้เข้าไปทำอย่างอื่นต่อได้สะดวกขึ้น

โดยเฉพาะเป้าใหญ่อย่างการให้มี "สภาร่างรัฐธรรมนูญ" หรือ ส.ส.ร. จากการเลือกตั้ง และให้พิจารณายกร่างใหม่ทั้งฉบับ  ท่ามกลางเสียงคัดค้านจาก "ส.ว." ที่ต่างดาหน้าออกมาให้ความเห็น ทำนองไม่ร่วมสังฆกรรม

แต่หารู้ไม่ อีกประเด็นสำคัญที่พรรคร่วมรัฐบาลอยากแก้ไขมาตลอด คือ "ระบบการเลือกตั้ง" โดยต้องการให้แก้ไขจากแบบเดิมที่ "รัฐธรรมนูญ 2560" กำหนดให้ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสมผ่าน "บัตรเลือกตั้งใบเดียว" มาเป็นระบบ "บัตรเลือกตั้งสองใบ" เหมือนในอดีต

 

 

ระบบการเลือกตั้งในปัจจุบัน ที่ทุกคะแนนถือว่ามีความหมาย ได้ถูกนำมาคำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำให้พรรคเล็กพรรคน้อย หรือพรรคน้องใหม่ ได้ ส.ส.ไปตามๆ กัน แต่กลับมีผลข้างเคียงทำให้พรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย เสียประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะปรากฏว่าไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว มีเพียงส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้นที่ได้เข้าสภา เป็นผลให้บรรดาบิ๊กเนมของ "เพื่อไทย" ทั้งหมดที่อยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ ไม่มีใครได้เข้าสภาแม้แต่คนเดียว

เรียกได้ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ตอบโจทย์ที่ต้องการสกัดพรรคเพื่อไทยไม่ให้ใหญ่คับสภาเหมือนในอดีต

ด้วยเหตุนี้ เมื่อแสงสว่างของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มปรากฏขึ้น พรรคเพื่อไทยจึงต้องการให้รื้อระบบเลือกตั้งใหม่ ด้วยการให้รื้อฟื้นระบบบัตรเลือกตั้งแบบสองใบอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในเวอร์ชั่นของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 หรือ พ.ศ.2550

ทว่าเกมนี้ พรรคพลังประชารัฐรู้ไต๋ มองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ว่าถึงอย่างไรคงจะปล่อยเลยตามเลยให้ "เพื่อไทย" กวาด ส.ส.เป็นกอบเป็นกำ ไปไม่ได้

แม้อีกมุมหนึ่งพลังประชารัฐ จะรู้ดีว่าการใช้ระบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" แบบเดิม "พรรคอนาคตใหม่" เดิม ที่เปลี่ยนมาเป็น "พรรคก้าวไกล" จะได้ประโยชน์ แต่แกนนำในพลังประชารัฐไม่ได้แปลกใจ เพราะจำนวนที่ "พรรคสีส้ม" กวาด ส.ส.มาได้นั้น ก็สอดคล้องกับผลโพลที่พรรคได้ทำมาตลอด อีกอย่างก็เชื่อว่าด้วยเงื่อนไขทางการเมืองที่มีอยู่ในเวลานี้ เช่น การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองของ 3 แกนนำหลัก "ธนาธร-ปิยบุตร-พรรณิการ์" จะทำไม่เกิดกระแสฟีเวอร์ “ฟ้ารักพ่อ” เหมือนในอดีตอีก 

ขณะที่ "พรรคประชาธิปัตย์"  แม้จะเสียงแข็ง อยากใช้ระบบบัตรเลือกตั้งสองใบ ทว่าภายในพรรคเองก็ยังเสียงแตกในประเด็นนี้

มองดูรูปการณ์แบบนี้ พรรคพลังประชารัฐย่อมเชื่อว่าไม่ว่าจะอย่างไร ก็ยังยืนอยู่บนความได้เปรียบเหนือกว่าทุกพรรค ทั้งเกมในสภาก็ไม่น่าห่วง เพราะคิดว่าถึงที่สุดแล้วนักเลือกตั้งด้วยกันย่อมคุยกันรู้เรื่อง เหลือแต่ต้องไปลุ้นกันต่อว่า จะมีจุดเปลี่ยนการเมืองนอกสภาหรือไม่

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง