เจาะความสวย 'หุ้น SK' เข้าตารายใหญ่

เจาะความสวย 'หุ้น SK' เข้าตารายใหญ่
7 ตุลาคม 2563 | โดย ดาริน โชสูงเนิน
1,394

ส่องแผนโต 'ศิรกร (SK)' น้องใหม่ไอพีโอ เข้าตลาดหลักทรัพย์ mai 8 ต.ค.นี้ ราคาหุ้นละ 0.80 บาท เหตุใดนักลงทุนรายใหญ่ อย่าง'หมอยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม' ถึงซื้อ 5 ล้านหุ้น !!

ทำไม! นักลงทุนรายใหญ่อย่าง 'หมอยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม' (หมอยง) ถึงสนใจ หุ้น ศิรกร หรือ SK ผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง และให้บริการรับเหมาก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าและงานรับเหมาก่อสร้างโยธา ที่กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) ในวันที่ 8 ต.ค. 2563 จำนวน 115.35 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นละ 0.80 บาท มูลค่าที่ตราไว้(พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท 

โดย 'หมอยง' ได้สิทธิซื้อหุ้นไอพีโอ SK จำนวน 5 ล้านหุ้น ! ที่เหลือเป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศ และนักลงทุนรายย่อย...    

บมจ.ศิรกร หรือ SK ธุรกิจเติบโตตามจากนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐบาล ! โดยลูกค้าหลัก นั่นคือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปีในธุรกิจธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงและให้บริการรับเหมาก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าและงานรับเหมาก่อสร้างโยธา 

โดยมีโรงงานผลิตและจัดจำหน่ายคอนกรีตอัดแรง 6 แห่ง อาทิ กาฬสินธุ์ ชลบุรี ชัยนาท ลำปาง สุราษฎร์ธานี และสงขลา ถือเป็นจุดแข็งที่ได้เปรียบ เพราะแสดงให้เห็นเห็นถึงศักยภาพในการผลิตและจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

ด้วยความโดดเด่นดังกล่าว อาจจะเป็นหนึ่งใน 'จุดเด่น' ที่นักลงทุนสถาบันในประเทศและนักลงทุนรายใหญ่สนใจหุ้น SK   

'ที่สำคัญธุรกิจของบริษัทอิงกับการเติบโต จากนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐบาล ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อหุ้น SK'

ปัจจุบัน SK ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 60-70% และรับเหมาก่อสร้างโยธา สายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 30-40% 

'ภากร ตั้งนุกูลกิจ' ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายงานขายและการตลาด บมจ. ศิรกร หรือ SK เล่าแผนธุรกิจให้ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ฟังว่า วางเป้าแผนธุรกิจ 3 ปีข้างหน้า (2564-2566) ผลักดัน 'ธุรกิจให้บริการรับเหมาก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า' ขึ้นแท่น 'พระเอกคนใหม่' โดยคาดว่าปี 2564 จะมีโอกาสเห็นสัดส่วนรายได้ดังกล่าวแตะ 50% สะท้อนผ่านแผนธุรกิจที่บริษัทจะสามารถเข้าร่วมในการประมูลงานรับเหมาระบบสายส่ง ขนาด 230 KV ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ หลังจากที่โครงการ Consortium เสร็จสิ้นในปลายปี 2563 ซึ่งในแต่ละปีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีการขยายสายส่งไฟฟ้า ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาประเทศด้านพลังงาน (PDP) มูลค่านับ 'หมื่นล้านบาท' 

นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าการรับงานสายส่งไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 500 KV ในอีก 2 ปีหน้า พร้อมกันนี้บริษัทยังมองหาโอกาสในการขยายช่องทางการลงทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพและต่อยอดความแข็งแกร่งทางธุรกิจในอนาคต 

'หุ้น SK ถือเป็นบริษัทที่มีการวางกลยุทธ์ที่ดี สำหรับการกระจายความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของรายได้ แม้ว่าที่ผ่านมารายได้ส่วนใหญ่จะมาจากการขายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง แต่บริษัทได้พยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจให้บริการรับเหมาก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้ดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี'

160201354654

ภากร ตั้งนุกูลกิจ

สะท้อนให้เห็นจากผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี (2560-2562) โดยมี 'กำไรสุทธิ' อยู่ที่ 35.35 ล้านบาท 28.81 ล้านบาท และ 50.26 ล้านบาท ขณะที่ 'รายได้' อยู่ที่ 521.29 ล้านบาท 637.30 ล้านบาท และ 677.07 ล้านบาท ตามลำดับ และไตรมาส 2 ปี 2563 บริษัทมีรายได้ 274.58 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 9.29 ล้านบาท

โดย 3 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้เติบโตเฉลี่ย 15% และคาดว่าอนาคตบริษัทจะพยายามรักษาการเติบโตในระดับ 15-20% ต่อเนื่อง แบ่งเป็นการับรู้รายได้ประเภทงานรับเหมาก่อสร้างโครงการสายส่งไฟฟ้าที่ตามแผนปี 2564 จะเข้าประมูลรับงานขนาด 230 KV ที่มีมูลค่า 300 ล้านบาทขึ้นไป และอีก 2 ปีข้างหน้ารับงานขนาด 500 KV ที่มีมูลค่าพันล้านบาทขึ้นไป รวมไปถึงการเข้ารับงานก่อสร้างโครงการสถานีไฟฟ้า (Substation) ที่มีมูลค่าอย่างน้อย 300 ล้านบาท

สำหรับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทมีงานรับเหมาก่อสร้าง ที่รอการส่งมอบอีกกว่า 10 โครงการ คิดเป็นมูลค่างานในมือ (Back log) อีกกว่า 157.22 ล้านบาท และคาดว่าจะทยอยรับรู้เกือบทั้งหมดภายในปีนี้ ซึ่งโดยธรรมชาติในธุรกิจของ SK แล้ว จะเป็นโครงการระยะสั้นที่มีการประมูลปีต่อปีเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ แผนเข้าประมูลงานใหม่บริษัทตั้งเป้าได้รับงานเข้ามาเพิ่มอีกมูลค่ากว่า 300 ล้านบาทเป็นงานประเภทวางระบบสายส่งไฟฟ้าเหนือดินและใต้ดินของ กฟภ. และ กฟน. เพื่อเข้ามาเสริมความมั่นคงของการเติบโตรายได้ปีต่อไป โดยบริษัทนำเงินที่ได้จากการะดมทุนในครั้งนี้ เพื่อเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ พร้อมสร้างความแข็งแกร่งด้านเงินทุน และต่อยอดโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคต ตามนโยบายการขยายธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาประเทศ ซึ่งบริษัทมีแผนจะเข้าประมูลงานรับเหมาก่อสร้างสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้า และงานรับเหมาก่อสร้างโยธาทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้น 

อีกทั้งยังมีแผนที่จะลงทุนเครื่องจักร อุปกรณ์ และรถขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตรองรับโอกาสในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และเพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตและการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้า

เขา แจกแจงว่า ปัจจุบันโครงสร้างศักยภาพทำกำไรแต่ละธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายคอนกรีตอัดแรงเสาไฟฟ้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20-25% คิดเป็นสัดส่วน 60-70% ของรายได้รวม โดยกำไรที่ได้รับจากธุรกิจดังกล่าวปัจจุบันสามารถชดเชยกับค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A) ของบริษัทได้ทั้งหมด

ขณะที่ธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าและงานโยธาที่มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 15% กำไรของ 2 ธุรกิจดังกล่าวจะเป็นตัวแปรชี้วัดผลกำไรของบริษัทได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ปัจจุบันอัตรากำไรสุทธิบริษัทเฉลี่ยอยู่ที่ 5-8% เชื่อว่าในอนาคตหากรายได้บริษัทเพิ่มมากขึ้นควบคู่ไปกับแผนลดต้นทุนด้านต่างๆ ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพทำกำไรได้อย่างแน่นอน

160201360268

'ความโดดเด่นของบริษัทคือการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราสูงเพราะแม้ว่านโยบายการจ่ายเงินปันผลเป็นสัดส่วน 50% ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาษี สำรองตามกฎหมาย และสำรองต่างๆทั้งหมด แต่จากสถิติในอดีตบริษัทจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นมาตลอดและมากกว่าเกณฑ์นโยบายกำหนด อย่างไรก็ตามภายหลังจากได้รับเงินระดมทุนไปแล้วมีโอกาสรับงานขนาดใหญ่ช่วยสร้างการเติบโตในอนาคตได้อีกมาก'  

ท้ายสุด 'ภากร' ปัจจุบันใช้อัตราการผลิตเฉลี่ยเพียง 60-70% ดังนั้น บริษัทยังมีความสามารถในการขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการใช้ของลูกค้าในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หากมีความคืบหน้าบริษัทก็มองว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างการเติบโตได้ในอนาคต 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง