‘เจโทร’ เฟ้นสุดยอดสตาร์ทอัพ รุกจับคู่นักลงทุนไทย

‘เจโทร’ เฟ้นสุดยอดสตาร์ทอัพ รุกจับคู่นักลงทุนไทย
29 กันยายน 2563 | โดย ชญานิษฐ์ นกแก้ว
147

“เจโทร”เฟ้นสุดยอด 5 สตาร์ทอัพญี่ปุ่นด้าน “ดีพเทค-เอไอ” เสนอผลงานและเจรจาจับคู่ธุรกิจฝ่าวิกฤติโควิดผ่านออนไลน์ หวังพึ่งตลาดของไทยสร้างความแข็งแกร่ง และยืนหยัดฐานหลักในการขยายสู่ตลาดอาเซียน ระบุนโยบายรัฐบาลช่วยสร้างความมั่นใจดึงผู้ประกอบการและนักลงทุน

“ญี่ปุ่น” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้นำนวัตกรรมโลกมีธุรกิจใหม่และสตาร์ทอัพเกิดใหม่หลักแสนรายทุกปี และมีมากกว่า 10,000 ราย ที่อยากก้าวออกมาบุกตลาดนานาชาติ โดยบางสตาร์ทอัพแม้จะประสบความสำเร็จในประเทศ แต่การออกนอกประเทศก็ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญ และถือเป็นความท้าทายที่อยากจะบุกตลาดเพื่อขยายการเติบโต

160130730328


‘ดีพเทค’ส่งออกตลาดโลก

อัทสึชิ ทาเคทานิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร (JETRO) กล่าวว่า เจโทรได้สนับสนุนการนำเสนอธุรกิจของสตาร์ทอัพญี่ปุ่นในงาน Techsauce Global Summit 2020 ซึ่งเป็นงานสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2555 ขณะเดียวกันในปีที่ผ่านมามีสตาร์ทอัพมากกว่า 1,500 บริษัทและนักลงทุนมากกว่า 400 รายที่เข้าร่วม และยังมีผู้เยี่ยมชมงานมากกว่า 1.5 หมื่นคน แต่เนื่องจากผลกระทบจากโรคโควิด-19 จึงมีการเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานเป็นออนไลน์และออฟไลน์บางส่วน 

เจโทรจึงได้คัดเลือกธุรกิจสตาร์ทอัพของประเทศญี่ปุ่น 5 บริษัทมาเข้าร่วมงานในครั้งนี้ และให้การสนับสนุนในการจัดแบบออนไลน์บูธและการเจรจาธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อแนะนำธุรกิจสตาร์ทอัพญี่ปุ่นที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง และไอเดียนวัตกรรมใหม่ๆ สู่สายตาชาวโลก นอกจากนี้การร่วมออกบูธดังกล่าวยังเป็นการตั้งเป้าเพื่อส่งเสริมการลงทุนในญี่ปุ่นแก่สตาร์ทอัพไทยเช่นกัน

สตาร์ทอัพญี่ปุ่น 5 บริษัทที่ได้รับคัดเลือก ได้แก่ 1.EAGLYS Inc. ให้บริการแพลตฟอร์มระบบความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้ระบบ AI โดยใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสขั้นสูง ปกป้องข้อมูลไม่เพียงแต่ในระหว่างการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการประมวลผลการวิเคราะห์ด้วย ซึ่งภาคธุรกิจที่สามารถนำไปใช้ในนั้นไม่ว่าจะเป็น สถาบันการเงิน บริษัทด้านโลจิสติกส์ โรงงานอุตสาหกรรม 

160130727640

2.XPAND K.K ผู้พัฒนาเครื่องมือการเชื่อมโยงพื้นที่แบบใหม่โดยใช้บาร์โค้ดทรงแนวนอน ที่สามารถอ่านได้จากระยะไกลถึง 200 เมตร จากการสแกนผ่านสมาร์ทโฟน

3.AC Biode Co.,Ltd. เทคโนโลยีการรีไซเคิลเถ้าถ่านหินและเถ้าชีวมวลที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าซึ่งอาจมีมูลค่าหลายร้อยล้านเยนต่อปี นำไปรีไซเคิลเป็นสารเคมีอเนกประสงค์ได้ เช่น แผ่นกรอง สารปรับแต่งดิน สารกำจัดกลิ่น เหมาะกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้า ที่ต้องการเดินหน้าผลักดันด้านสิ่งแวดล้อม

4.Tierraponica Inc. การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์โดยใช้จุลินทรีย์ และเทคนิคการปลูกโดยใช้สารอินทรีย์เพื่อให้ได้ผักผลไม้คุณภาพสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการและเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นการรีไซเคิล โดยปัจจุบันมีการดำเนินการแล้วเบื้องต้นที่ประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย

5.Synspective Inc. บริการวิเคราะห์ข้อมูลภาคพื้นดินตามความต้องการของลูกค้า โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบ SaaS ผ่านแพลตฟอร์มข้อมูล ผู้ใช้สามารถใช้ผลวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับด้านข้อมูลดาวเทียมมาก่อน อย่างเช่น การประเมินว่าแผ่นดินบริเวณนั้นๆ มีการทรุดตัวระดับเท่าไร

160130749558

สตาร์ทอัพทั้ง 5 รายนี้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกคือ การดูความน่าจะเป็นที่จะสามารถนำมาต่อยอดในการทำธุรกิจ จึงเป็นตัวหลักในการคัดเลือกเข้าโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นดีพเทคสตาร์ทอัพ ไม่ว่าจะเป็น ด้านดิจิทัล ไบโอ การใช้สัญญาณดาวเทียม เกษตรและอาหาร การแพทย์ ซึ่งล้วนแต่มีความหลากหลายทั้งสิ้น ซึ่งในแต่ละปีมีบริษัทสตาร์ทอัพมาร่วม 7 บริษัท เนื่องจากเราไม่เน้นจำนวนแต่เน้นปริมาณในการสนับสนุนตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง แต่ละครั้งผลงานที่ผ่านมาจะมีการแมชชิงเคส เกือบ 100 เคส

“เจโทรคาดหวังความสำเร็จของ 5 บริษัทในครั้งนี้ คือ การจับคู่ธุรกิจล่วงหน้าอย่างน้อย 6-7 สล็อตในการเจรจากับบริษัทไทยรวมแล้วมากกว่า 30-40 สล็อตที่เตรียมไว้ก่อนจะเริ่มงาน เพราะแต่ละบริษัทมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจอยู่แล้ว ดังนั้น การที่ภาครัฐที่ทำได้คือการเพิ่มโอกาสให้ได้เจอกับธุรกิจที่ใช่ เมื่อมีการทำธุรกิจร่วมกันจึงถือเป็นตัวอย่างโครงการนำร่องที่ดี ที่จะผลักดันให้สตาร์ทอัพที่จะมาร่วมโครงการนี้อีกเรื่อยๆ ในอนาคต”

ปัจจัยดึงดูดต่างชาติเข้าไท

สำหรับประเด็นหลักที่ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจเข้ามาลงทุนในไทย คือ ประเทศไทยถ้าเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนนั้นพบว่า ตลาดดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค และเมื่อมองดูการพัฒนาการทางเศรษฐกิจและองค์ประกอบทางด้านดิจิทัลพบว่า มีทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง 

อีกประการคือนโยบายรัฐบาลที่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการผลักดันสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น ไทยแลนด์ 4.0 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หุ่นยนต์ ยานยนต์ เกษตรและอาหาร ที่มีการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนทำให้ประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างมั่นใจในการมาลงทุน 

160130757660                                                                   ภาพตัวอย่างงาน J-Startup

ขณะเดียวกันประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความเป็นมิตรกับนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างมาก ซึ่งมีการสำรวจเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีบริษัทญี่ปุ่นในไทยและยังคงดำเนินการอยู่กว่า 5,400 บริษัท ดังนั้น ไทยจึงยังเป็น 1 ในประเทศเป้าหมายที่เจโทรจะใช้ในการผลักดันให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนและดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในทุกเซกเตอร์รวมถึงสตาร์ทอัพด้วยเช่นกัน

ส่วนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินทางข้ามประเทศ ฝั่งเจโทรแนะให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพญี่ปุ่นรวมทั้งสตาร์ทอัพไทย เร่งปรับตัวโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งการสร้างพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ซึ่งเจโทรพร้อมให้การสนับสนุนทั้งในแง่ของนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะเข้ามาลงทุนในไทย และนักลงทุนไทยที่สนใจเข้าไปลงทุนในญี่ปุ่นเช่นกันเพื่อผสานความร่วมมือต่อยอดสู่ตลาดโลก

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง