‘หุ้นท่องเที่ยว’รอลุ้น!เปิดประเทศรับต่างชาติ

‘หุ้นท่องเที่ยว’รอลุ้น!เปิดประเทศรับต่างชาติ
18 กันยายน 2563
540

การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ไทยต้องล็อกดาวน์ปิดประเทศ ห้ามเที่ยวบินพาณิชย์เข้าออกมานานเกือบ 6 เดือน เพื่อควบคุมโรคระบาด แต่ก็ต้องแลกกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เวลานี้ถูกโควิด-19 เล่นงานจนอาการโคม่า ทั้งผู้ประกอบการสายการบิน โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว ฯลฯ ต่างทรุดหนักไปตามๆ กัน เพราะขาดสถาพคล่องเข้ามาหล่อเลี้ยงธุรกิจ หลายรายไปไม่ไหวต้องขอยอมยกธงขาวปิดกิจการ ถือว่าวิกฤตครั้งนี้สร้างความเสียหายหนักที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวไทย

หลังภาคการท่องเที่ยวต้องทนทุกข์มานาน ในที่สุดเริ่มมีข่าวดีเมื่อ ครม. ได้อนุมัติหลักการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa) หรือ STV เข้ามาพักในประเทศไทยแบบระยะยาว เรียกได้ว่าอาจเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่จะเข้ามาช่วยชุบชีวิตการท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง

โดยมีเงื่อนไขว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสงค์จะเข้ามาต้องพำนักระยะยาว โดยเสียค่าธรรมเนียมทำวีซ่า 2,000 บาท อยู่ได้ 90 วัน หลังจากนั้นสามารถต่อวีซ่าได้อีก 2 ครั้งๆ ละ 90 วัน รวมทั้งหมด 270 วัน หรือ 9 เดือน

ที่สำคัญต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขของไทย เช่น ต้องตรวจโรคตั้งแต่ต้นทาง และเมื่อมาถึงไทยต้องกักตัว 14 วัน ในสถานที่ที่รัฐจัดให้ หรือ สถานที่กักตัวทางเลือก ถึงจะสามารถเดินทางไปยังสถานที่อื่นๆ ได้ นอกจากนี้ ต้องมีเอกสารชำระเงินค่าโรงแรมที่พักมายืนยัน

โดยกลุ่มเป้าหมายเน้นไปยังผู้ที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว รักษาพยาบาล ดูแลรักษาสุขภาพ ตั้งเป้าไว้สัปดาห์ละ 100-300 คน หรือ เดือนละ 1,200 คน ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 12,000 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ในเดือน ต.ค. นี้ โดยต้องรอนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) อีกครั้ง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน

แน่นอนว่าหากสามารถเปิดประเทศได้จริงย่อมเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ไล่มาตั้งสายการบินซึ่งต้องให้บริการในรูปแบบเช่าเหมาลำ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขในการเดินทางเข้าประเทศ ดูแล้วบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ดูมีภาษีกว่าคนอื่นๆ เพราะมีฐานลูกค้าและไฟลท์บินในจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายของรัฐบาลจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางบินในประเทศมากที่สุดในปัจจุบัน ส่วนหุ้นสนามบินบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ย่อมได้รับประโยชน์จากจำนวนแนวโน้มนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

ส่วนโรงแรมน่าจะเป็นหุ้นท่องเที่ยวที่ได้รับอานิสงส์จากการเปิดประเทศครั้งนี้มากที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวต้องเข้ามาพักอาศัยในระยะยาว หนุนอัตราการเข้าพักในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี นอกจากนี้ เมื่อเข้ามาต้องกักตัว 14 วัน ในสถานที่ที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) หรือ SQ หรือ สถานที่กักตัวทางเลือก (Alternative State Quarantine) หรือ ASQ ที่ผู้กักตัวต้องออกค่าใช้จ่ายเอง

ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมหลายแห่งเข้าร่วมเป็น ASQ โดยข้อมูลจาก บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT มี 4 โรงแรม ส่วนบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL และ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW แห่งละ 1 โรงแรม

อีกกลุ่มที่ห้ามมองข้าม คือ หุ้นโรงพยาบาล เพราะมีคนไข้ต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่รอเข้ามารักษาตัวในประเทศไทย นอกจากนี้ โรงพยาบาลหลายแหล่งจับมือเป็นพันธมิตรกับโรงแรมที่เปิดเป็น ASQ โดยเข้าไปให้บริการตรวจคัดกรองโรค ดูแลเรื่องความสะอาด ให้เป็นไปตามหลักของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ โรงพยาบาลหลายแห่งเข้าเป็นสถานที่กักตัวทางเลือก ASQ เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH 6 แห่ง, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS 1 แห่ง, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH 11 แห่ง

รวมทั้ง ที่เป็นสถานที่กักตัวควบคู่ไปกับการรักษาพยายาล (Alternative Hospital Quarantine) หรือ AHQ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติจำนวนมาก นำมาโดย BDMS ซึ่งมีจำนวนโรงพยาบาลในเครือมากที่สุด โดยเข้าเป็น AHQ ทั้งหมด 30 แห่ง, BH 1 แห่ง, BCH 13 แห่ง

 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง