'10​ ข้อดี​' พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจ​ 'ควรรู้​'

'10​ ข้อดี​' พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจ​ 'ควรรู้​'
14 กันยายน 2563 | โดย พิสิฐ ชูประสิทธิ์ | คอลัมน์บทความพิเศษ
1,205

ส่อง 10 ข้อดีที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการควรรู้ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค หรือคดีผู้บริโภค เพื่อป้องกันไมให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ขาย​ ผู้ประกอบการ​ ที่เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย​หรือรู้ไม่ทัน

ปัจจุบัน​ภาครัฐ​ กระทรวงยุติธรรม​ ประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติมีจำนวนมากกว่า​ 1,000 ฉบับ​ พระราชบัญญัติแต่ละฉบับมีวัตถุประสงค์การใช้แตกต่างกัน​ อาจขึ้นกับความผิด​แต่ละชนิด​ ประเภท ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างทั้งสองฝ่าย​

ยกตัวอย่างเช่น​ ความผิดเกี่ยวกับอาคารชุดก็ใช้พระราชบัญญัติอาคารชุดเป็นหลักในการพิจารณาคดีความ​ ข้อพิพาทที่เกิดขึ้น​ หรือความผิดเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินก็ใช้พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน​ หรือความผิดทางอาญาก็ใช้ประมวลกฎหมายอาญา​ และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความอาญา​ ประกอบการพิจารณา​ของศาล หรือความผิดทางแพ่งก็ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์​ และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่ง​ ประกอบการพิจารณา​ หรือความผิดอันเกี่ยวข้องกับการปกครอง​ การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐ​ ก็ใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาทางปกครอง​ และพระราชบัญญัติปกครอง​ ร่วมพิจารณาความผิดดังกล่าว​ ฯลฯ​ เป็นต้น

โดยคดีความข้อพิพาทดังกล่าวสามารถขึ้นศาลแพ่ง ศาลอาญา​ ศาลแขวง​ ศาลจังหวัด​ ฯลฯ​ เป็นต้น​ ตามสถานที่ที่เกิดเหตุข้อพิพาทที่เกิดขึ้น

“ข้อเท็จจริง” อาจล้วนทราบเป็นอย่างดี​กับทุกฝ่าย​ เมื่อเกิดข้อพิพาทเป็นคดีความระหว่างกัน​ และไม่สามารถหาข้อยุติ​ ระหว่างคู่พิพาท​ คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้​ ทั้งสองฝ่าย​ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง​ย่อมสามารถใช้สิทธิของตนฟ้องร้องดำเนินคดีต่ออีกฝ่ายได้​ ทั้งนี้​ เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษา​ คำสั่งเพื่อให้คู่ความสามารถ​ หรือคู่กรณี​​ใช้คำพิพากษาดังกล่าว​เป็นแนวทางปฏิบัติต่ออีกฝ่าย​ หรือกำหนดบทลงโทษต่ออีกฝ่ายตามกฎหมายได้​

แต่อย่างไรก็ตาม​ การฟ้องร้องดำเนินคดี​ นอกจากจำเป็นต้องอาศัยทนายความให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับคดีความดังกล่าวแล้ว​ ยังจำเป็นต้องแบกภาระค่าใช้จ่าย​ ซึ่งเป็นค่าจ้างว่าความดำเนินคดี​ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี​ อาทิ​ การส่งหมาย​ ปิดหมายให้แก่คู่ความอีกฝ่าย​ ซึ่งอาจเป็นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงต่อผู้กล่าวหาเป็นโจทก์​ กรณีเป็นประชาชน​ ผู้บริโภคทั่วไป​ ซึ่งส่วนใหญ่ขาดความรู้​ความเข้าใจด้านกฎหมาย​ และไม่มีอำนาจต่อรองกับคู่ความ​ หรือผู้ประกอบการ​ ผู้ผลิตสินค้า​ ผู้ให้บริการ​ ซึ่งได้เปรียบทั้งเงินทุน​ ความรู้​ ความสามารถด้านต่างๆ​ จนเกิดความเสียหาย​ อย่างไรก็ตาม​ คดีพิพาทที่เกิดขึ้นหลายคดีอาจมิใช่ใช้ศาลยุติธรรมพิจารณาตัดสินคดีความที่เกิดขึ้น​ หลายคดีข้อพิพาท​อาจตัดสินด้วย​ “ศาลเตี้ย” ก่อนถึงศาลยุติธรรมก็มีให้เห็นเป็นจำนวนมาก​

เมื่อภาครัฐที่เกี่ยวข้อง​ ตระหนักทราบเหตุแห่งปัญหาข้างต้น​ และเพื่อป้องกันมิให้ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ขาย​ ผู้ประกอบการ​ หรือผู้ให้บริการ​ อันเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย​ หรือรู้ไม่ทันผู้ประกอบการ​ ผู้ผลิตสินค้า​ และบริการ​ อันเกิดจากระบบเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้น​ อีกทั้งระบบสารสนเทศ​ อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น​ ทำให้ผู้บริโภคได้รับการเอาเปรียบจากการรู้ไม่เท่าทันผู้ประกอบการ​ ผู้ผลิตสินค้า​ หรือให้บริการ​ ภาครัฐจึงได้ประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฉบับที่หนึ่ง เมื่อเดือน ส.ค.2551​ และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่สอง​ เมื่อปี 2556​ และฉบับที่สาม​ เมื่อปี​ 2558 ตามลำดับ

“คดีผู้บริโภค” ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวถูกกำหนดให้มีความหมาย​ จำนวน​ 4​ กรณี​ ได้แก่​ (1) คดีแพ่ง​ ระหว่างผู้บริโภค​ หรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค​ ตามมาตรา​ 19​ หรือตามกฎหมายอื่น​ กับผู้ประกอบธุรกิจ​ ซึ่งพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ​ หรือหน้าที่ตามกฎหมาย​ อันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้า​ หรือบริการ​ (2) คดีแพ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย​ (3) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกับคดีตาม​ (1) หรือ​ (2) และ​ (3) คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัตินี้

“ตัวอย่าง” คดีผู้บริโภค​ เช่น​ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการผิดสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ซื้อ​ ทั้งการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ​ หรือกรณีไม่โอนกรรมสิทธิ์​ ไม่จัดทำสาธารณูปโภค​ หรือความชำรุดบกพร่องทรัพย์ส่วนกลาง​ สาธารณูปโภค เป็นต้น​ หรือข้อพิพาทในการละเมิดการให้บริการสาธารณสุขของโรงพยาบาล​ สถานพยาบาลเอกชน​ คลินิก หรือสถานเสริมความงาม​ หรือข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาประกันภัย​ วินาศภัย ประกันชีวิต​ ประกันสุขภาพ​

หรือคดีพิพาทธนาคารพาณิชย์ฟ้องบังคับลูกค้า​ ชำระหนี้ตามสัญญายืมเงิน​ ค้ำประกัน​ จำนอง​ บัญชีเดินสะพัด​ ตั๋วเงิน​ หรือธุรกิจบริการโทรคมนาคม​ หรือค่าสาธารณูปโภค​ หรือเกี่ยวกับธุรกิจเช่าซื้อสินค้า​ บัตรเครดิต​ บริการสินเชื่อส่วนบุคคล​ สัญญากู้ยืมเงิน​ คดีนิติบุคคลอาคารชุด​ หรือหมู่บ้านจัดสรร​ ฟ้องบังคับเจ้าของร่วม​ หรือผู้ซื้อที่ดินจัดสรรให้รับผิดค่าใช้จ่ายทรัพย์ส่วนกลาง​ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม​ อาจกล่าวได้ว่า​มี​ “ข้อดี” ของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค​ หรือคดีผู้บริโภค​ ที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ​ “ควรรู้” ดังต่อไปนี้

1.​“ผู้บริโภค​ ผู้ประกอบธุรกิจ” สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ด้วยตนเอง​ โดยไม่ต้องจ้างทนายความ​ ดำเนินคดีแทนตนได้ สามารถฟ้องร้องได้ด้วยวาจา​ หรือเป็นหนังสือผ่านเจ้าพนักงานคดีตามที่ศาลนั้นๆ​ กำหนด

2.คดีความมีความสะดวก​ ประหยัด​ รวดเร็ว​ ไม่เป็นทางการ​ และมีความยืดหยุ่นพอสมควร เรื่องดังกล่าว​แตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไปหลายประการ​ เนื่องจากคู่ความอยู่ในฐานะที่แตกต่างกัน​ จึงอาจได้เปรียบหรือเสียเปรียบได้

3.​กรณีคู่ความมีการโต้แย้งว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ ในวันนัดชี้สองสถาน​ หรือวันสืบพยาน​ อาจขอให้ศาลพิจารณาส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลอุทธรณ์​ พิจารณาเรื่อง​ หรือคดีความดังกล่าวได้

4.​ผู้บริโภค​สามารถนำสืบพยานบุคคลเกี่ยวกับข้อความ​ หรือข้อตกลงตามประกาศ​ โฆษณา​ คำรับรอง​ หรือการกระทำใดๆ​ ของผู้ประกอบธุรกิจที่ได้ทำ​ หรือสัญญาไว้ได้

5.กรณีเกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภค​ ร่างกาย​ สุขภาพ​ หรืออนามัย​ ผู้บริโภคต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายใน​ 3​ ปี​ นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย​ และรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องรับผิด​ แต่ไม่เกิน​ 10​ ปี​ นับแต่วันที่รู้​ ทราบความเสียหายดังกล่าว

6.ลดการใช้​ อาศัยเทคนิคทางกฎหมาย​ เพื่อมิให้เอาชนะกันด้วยเทคนิคทางกฎหมายต่ออีกฝ่าย การดำเนินการตามกระบวนพิจารณาในคดีผู้บริโภค​ กำหนดให้มีลักษณะที่ไม่เคร่งครัดต่อระเบียบพิธีการดังเช่นคดีแพ่งโดยทั่วไป

7.​กรณีคำฟ้องไม่ถูกต้อง​ หรือขาดสาระสำคัญ​ เจ้าพนักงานคดีสามารถให้คำแนะนำเพื่อจัดทำคำฟ้องให้ถูกต้อง​ ครบถ้วน​ หรือศาลอาจสั่งให้แก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องชัดเจนได้

8.ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค​ สามารถฟ้องคดีโดยได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม (ค่านำส่งหมายเรียก​ หรือสำเนาคำฟ้อง)

9.​การนัดพิจารณา​ เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องแล้วให้ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาภายในสามสิบวัน​ “คดีได้รับการพิจารณารวดเร็ว”

10​.กรณีฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ “รายเดียวกัน” เมื่อศาลได้วินิจฉัยคำพิพากษาถึงที่สุด​ ศาลใน​ “คดีหลัง” อาจมีคำสั่งให้ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติเช่นเดียวกันกับคดีก่อน “โดยไม่ต้องสืบพยานก็ได้"

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง