ม็อบปี 63 จะจบลงอย่างไร?

ม็อบปี 63 จะจบลงอย่างไร?
4 กันยายน 2563 | โดย ชำนาญ จันทร์เรือง | คอลัมน์ มองมุมใหม่
3,226

จับตาปรากฏการณ์การชุมนุมของนักเรียน นิสิตนักศึกษาในช่วงปี 2563 เมื่อช่วงเวลาผ่านไป ความร้อนแรงและจำนวนผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีการวิเคราะห์ถึงจุดสิ้นสุดของม็อบครั้งนี้ว่าจบลงด้วย 5 โอกาส ซึ่งเป็นไปในรูปแบบใดบ้าง ติดตามได้จากบทความนี้

ปรากฏการณ์การชุมนุมของนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนที่มีพัฒนาการมา หลังจากการยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แล้วมาสะดุดหยุดอยู่พักหนึ่งในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด แต่ก็กลับมาดำเนินการต่อและเพิ่มความร้อนแรงและจำนวนมากขึ้นเมื่อเกิดการอุ้มหายคุณวันเฉลิม และตามด้วยกรณีสั่งไม่ฟ้องคุณบอส ทายาทกระทิงแดง

หลายคนวิเคราะห์หรือคาดการณ์ไปต่างๆ นานา ทั้งอาศัยหลักวิชาการ และไม่ได้อาศัยหลักวิชาการโดยใช้วิธีคาดเดาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา 16 หรือ 6 ตุลา 19 ตลอดจนพฤษภา 35 และ 53 หรือแม้กระทั่งการใช้วิธีการทางโหราศาสตร์

ในส่วนของตัวผมเองในฐานะที่เป็นทั้งนักรัฐศาสตร์และนักนิติศาสตร์ และเคยได้ทันเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ 14 ตุลา 16 ผ่านการรัฐประหารและกบฏมาหลายชุด ก็อดที่จะวิเคราะห์ปรากฏการณ์ม็อบปี 63 นี้ไม่ได้ ส่วนจะถูกหรือผิดไม่สามารถรู้ได้ เพราะเหตุการณ์มันยังมาไม่ถึง โดยผมเห็นว่าโอกาสที่ม็อบปี 63 จะจบลงอย่างไรนั้นมีโอกาสขึ้นได้ ดังนี้

  • โอกาสที่ 1

รัฐบาลก็จะปล่อยไปเรื่อยๆ โดยพยายามยื้อให้ไว้ให้นานที่สุด ชุมนุมได้ก็ชุมนุมไป โดยรัฐบาลประเมินว่าม็อบคงไม่ขยายจำนวนหรือยกระดับไปสูงกว่านี้ และหากไม่ไหวจริงๆ รัฐบาลก็อาจใช้วิธีการยุบสภาเพื่อลดอุณหภูมิลง โดยอ้างว่าก็ทำตามข้อเรียกร้องคือการยุบสภา ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ข้อเรียกร้องแล้ว

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะมีหน้าที่พิจารณาและก็มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้ว (ถ้าเป็นไปตามที่วิปรัฐบาลให้สัมภาษณ์) แม้สภาฯ จะถูกยุบไปแล้วก็ตาม ส.ส.ร.ก็จะยังคงอยู่ และคงใช้เวลาอีกสักพักหนึ่งในการร่างรัฐธรรมนูญ (คงเป็นปีโน่นแหละ) ส่วนประเด็นการยุติการคุกคามนั้นแน่อนอนว่ารัฐบาลย่อมปฏิเสธโดยอ้างว่าตนเองไม่ได้ทำอยู่แล้ว ซึ่งก็คงยื้อกันไปกันมาระหว่างม็อบกับรัฐบาลไปเรื่อยๆ

  • โอกาสที่ 2

ตั้งโต๊ะเจรจาแบบ round table ซึ่งก็จะมีปัญหาในเรื่องของการยอมรับ เพราะม็อบเองก็มีหลาย faction เช่น เยาวชนปลดแอก ประชาชนปลดแอก ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ฯลฯ และวิธีนี้จะไม่ได้ผลเหมือนดังตัวอย่างเมื่อครั้งพฤษภา 53 ซึ่งไม่มีใครยอมใครเพราะมีการถ่ายทอดสู่สาธารณะ ครั้นจะเป็นการเจรจากันวงปิดก็จะถูกหาว่าไปงุบงิบกัน แต่ผมก็เชื่อว่าวิธีการเจรจา (ลับๆ) ก็คงต้องมีอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลเห็นว่าจะเป็นวิธีการแยกสลายแกนนำที่ได้ผล

  • โอกาสที่ 3

รัฐบาลใช้วิธีการกดดันแบบที่จีนใช้กับม็อบฮ่องกง โดยการอดทนไม่ใช้วิธีการตอบโต้ม็อบที่ชุมนุมด้วยวิธีการรุนแรงเหมือนที่ใช้ในแผ่นดินใหญ่ แต่ใช้มาตรการทางกฎหมายจับกุมแกนนำจนม็อบอ่อนกำลัง แล้วตามสอยที่เหลือทีหลังเช่นในปัจจุบัน

  • โอกาสที่ 4

รัฐบาลใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงเหมือนกรณีเทียนอันเหมิน หรือกรณี 8-8-88 ของพม่า และกรณี 6 ตุลา 19 ของไทยที่รัฐบาลเป็นฝ่ายชนะแต่จะมีคนตายจำนวนมาก

  • โอกาสที่ 5

ในกรณีนี้จะคล้ายๆ กับข้อที่ 4 แต่จะมีการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล ประกาศกฎอัยการศึก ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง มีการจับกุมแกนนำที่เป็นผู้เห็นต่างทางการเมือง แต่การรัฐประหารครั้งนี้ผลที่ออกมาจะแตกต่างจากที่ผ่านมาในอดีต เพราะจะมีการออกมาต่อต้านเป็นจำนวนมากเหมือนกรณี 14 ตุลา 16 หรือกรณีกวางจู ของเกาหลีใต้

ที่กล่าวมาทั้ง 5 ข้อนั้นมีโอกาสเป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมในวันเวลานั้นๆ เช่น การวางแผนการจัดการกับม็อบของรัฐบาล หรือฝ่ายม็อบก็ขึ้นจำนวนคนและสถานที่ที่มีการจัดการชุมนุม แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนคนก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นมิใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะที่ผ่านมาในอดีตแม้ว่าจะมีม็อบออกมาเป็นจำนวนเป็นแสนก็ไม่สามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ แต่รัฐบาลกลับถูกโค่นล้มด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ณ พ.ศ.นี้ การล้มรัฐบาลโดยศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนเพราะมีแหล่งที่มาเดียวกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กรณีที่อาจจะมีการจุดชนวนความรุนแรง เช่น การใช้อาวุธหรือมีการโยนระเบิดหรือมีม็อบชนม็อบที่ไม่ว่าจะมาจากมือที่ 3 หรือมือที่ 1 เองก็ตาม ล้วนแล้วแต่จะนำไปสู่ความพลิกผันของสถานการณ์ได้ทุกเวลา

สำหรับนักรัฐศาสตร์หรือนักสังเกตการณ์ทางการเมือง ล้วนแล้วแต่เห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกันเกือบทั้งหมด ว่าการเมืองในปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ล่อแหลมและน่าสนใจเป็นที่สุด

ด้วยเหตุผลที่ว่ามีการเรียกร้องในประเด็นที่แตกต่างจากอดีตที่ไม่เคยมีใครเคยหยิบยกขึ้นมา มีการนำรูปแบบ flash mob มาใช้/มีการนำเทคโนโลยีและ social media มาใช้ในการรณรงค์/มีมวลชนที่มีอายุน้อยจนถึงระดับมัธยมต้นออกมาเคลื่อนไหว ฯลฯ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาในอดีต ผลที่ออกมาจึงมีโอกาสเป็นไปได้ในเกือบทุกทางดังที่ผมวิเคราะห์ไว้ใน 5 ข้อข้างต้น

อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยเรานั้น นักรัฐศาสตร์ทั้งหลาย (รวมผมด้วย) ในอดีตต่างก็เคยฉีกตำราทิ้งมาแล้วทั้งนั้น เพราะปัจจัยที่แทรกซ้อนและนอกเหนือจากคาดการณ์เยอะมาก กล่าวโดยสรุปคืออะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น “สิ่งไม่เคยได้เห็น ก็อาจจะได้เห็น, สิ่งที่ไม่เคยได้ยิน ก็อาจจะได้ยิน” น่ะครับ

อย่ากะพริบตานะครับ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง