‘บันยัน’ปรับกลยุทธ์สู้โควิด รุกขายวิลล่าหัวหินเจาะในประเทศ

‘บันยัน’ปรับกลยุทธ์สู้โควิด  รุกขายวิลล่าหัวหินเจาะในประเทศ
11 สิงหาคม 2563 | โดย พรไพลิน จุลพันธ์
3,318

สปอตไลต์ส่องมาที่“หัวหิน” ทันทีที่รัฐบาลคลายล็อกอนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในไทยคลี่คลายดีขึ้นเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

ส่งผลให้จุดหมายชายทะเลแห่งนี้กลับมาได้รับความสนใจจากตลาดในประเทศซึ่งเป็นฐานลูกค้าใหญ่ นิยมเที่ยวหัวหินมากถึง 74%ในปี 2562 และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในปี 2563

เชิ้ท คว้อนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บันยัน ไทยแลนด์ กรุ๊ป เล่าว่า กลุ่มบริษัทฯได้ปรับกลยุทธ์ธุรกิจรับมือกับวิกฤติโควิด-19 หันมามุ่งทำตลาดในประเทศ ทั้งลูกค้าชาวต่างชาติที่พำนักในไทยและคนไทยระดับไฮเอนด์ พร้อมพลิกโฉมจากเรสซิเดนซ์สู่มิกซ์ยูสครบวงจร ตอบโจทย์“แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์”

“วิกฤติโควิดส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคท่องเที่ยวไทย โรงแรมไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้เพราะถูกล็อคดาวน์ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ เช่น ภูเก็ต และเกาะสมุย ต่างจากหัวหินซึ่งเป็นจุดหมายที่ฟื้นตัวเร็วจากตลาดในประเทศ เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ สามารถขับรถเดินทางมาได้สะดวก โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์โรงแรมมีอัตราเข้าพักดีมาก ส่งผลดีต่อตลาดที่อยู่อาศัยด้วย ทำให้มีลูกค้าสนใจมองหาโอกาสซื้อบ้านหลังที่ 2 ในหัวหินมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลักชัวรี”

สำหรับโครงการบันยันไทยแลนด์ ตั้งอยู่บนเนินเขา ครอบคลุมพื้นที่ 600 ไร่ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของหัวหิน โดยแบ่งเป็น 500 ไร่ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น“บันยัน กอล์ฟคลับ หัวหิน” สนามกอล์ฟ 18 หลุมเปิดให้บริการเมื่อปี 2551 ส่วนอีก 40 ไร่ได้รับการพัฒนาเป็น“บันยัน วิลเลจ” บ้านพักตากอากาศขนาด 2 ห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวและสระลากูนขนาดใหญ่ จำนวน 80 หลัง

และโครงการ“บันยัน เรสซิเดนซ์ วิลล่า หัวหิน” วิลล่าระดับลักชัวรี่มูลค่า 4 พันล้านบาท บนพื้นที่ 94 ไร่ คิดเป็น 102 ยูนิตสำหรับขาย ราคาขายเริ่มต้นที่ 11.9–100 ล้านบาท ขายไปแล้วกว่า 50%กลุ่มลูกค้าที่ซื้อวิลล่าแล้วเป็นชาวยุโรปตะวันตก 3 อันดับแรกคือเนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษ โดยปลูกสร้างไปแล้ว 49 หลัง และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 5 หลัง หลังจากเปิดตัวโครงการเมื่อ 10 ปีที่แล้วหรือในปี 2553

โดยเมื่อเร็วๆ นี้บันยันเรสซิเดนซ์ได้แต่งตั้งตัวแทนชั้นนำระดับโลกอย่าง Christies’s International Real EstateและList Sotheby’s International Realtyเพื่อนำเสนอบ้านพักตากอากาศให้แก่ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้การพัฒนาของโครงการฯจะประกอบด้วยศูนย์สุขภาพ สิ่งอำนวยความสะดวกของกีฬาทางน้ำสถานศึกษากอล์ฟ สนามฟุตบอล ศูนย์การแพทย์ วิลล่าและคอนโดมิเนียมสำหรับขาย โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5-7 ปีในการพัฒนาโครงการฯ

โดยได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การขยายถนนจะแล้วเสร็จในปี 2565 โดยใช้ทางหลวง 6 เลนตลอดทางจากกรุงเทพฯ ลดเวลาเดินทางเหลือ 2 ชั่วโมง มีการสร้างระบบรถไฟรางคู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีเดียวกันซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางจากกรุงเทพฯให้สั้นลง รวมถึงการขยายสนามบินนานาชาติมูลค่า 350 ล้านบาท จะเสร็จสิ้นภายในปี 2566 เพื่อให้สายการบินในภูมิภาคสามารถบินตรงสู่หัวหินได้

นอกจากนี้นักลงทุนยังได้รับการสนับสนุนจากสถานพยาบาลมาตรฐานสากล โรงเรียนนานาชาติ โรงแรมและรีสอร์ทที่มีห้องพักมากกว่า 1.3 หมื่นห้อง ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับหัวหิน เพราะตระหนักถึงศักยภาพในฐานะ“ริเวียร่า” ของประเทศไทย

ทีม สเควพวิงตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารChristies’s International Real Estateกล่าวว่า ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่สำคัญ ไปสู่ตลาดในประเทศที่กลุ่มคนชั้นกลางและบนมีกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ จึงจัดงานเปิดบ้านครั้งแรกที่บันยันเรสซิเดนซ์เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจอย่างมาก และจะเริ่มจัดงานครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 11-13 ส.ค.นี้

ทั้งนี้วิลล่าของบันยันเรสซิเดนซ์ได้รับการปรับแต่งตามแบบ 4 แบบ ทีมบริหารโครงการช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อสามารถปรับแต่งวิลล่าตามความต้องการและสร้างเอกลักษณ์ที่เหมาะสมกับงบประมาณ ไลฟ์สไตล์ และความชอบในการออกแบบ โดยการปรับเปลี่ยนสามารถทำได้ตั้งแต่การออกแบบใหม่อย่างเรียบง่าย เช่น การย้ายผนังภายใน การเปลี่ยนตำแหน่งครัว ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนที่กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มโรงรถ เพิ่มพื้นที่สี่เหลี่ยมของบ้าน เพิ่มสิ่งของที่หรูหรามากขึ้น เช่น สปาส่วนตัว หรือโรงภาพยนตร์

“ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่มีชื่อเสียงด้านระบบสาธารณสุขอันแข็งแรงและสามารถควบคุมโรคโควิด-19 ได้ดีและรวดเร็ว จึงมองว่าจะเป็นจุดขายสำคัญที่ช่วยดึงความสนใจชาวต่างชาติมาซื้อบ้านหลังที่ 2 ในหัวหินมากขึ้น” ทีมกล่าวปิดท้าย

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง