ลุ้นต่างชาติ & สถาบันในประเทศ กลับซื้อสุทธิดัน SET INDEX 

ลุ้นต่างชาติ & สถาบันในประเทศ กลับซื้อสุทธิดัน SET INDEX 
10 สิงหาคม 2563 | โดย ทวีรัชต์ มัททวีวงศ์ | คอลัมน์ คุณฉุยคุยเอง
3,345

สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายดีขึ้น ไทยเริ่มปลดล็อกมากขึ้น หนุนสถาบันภายในประเทศและต่างชาติเริ่มซื้อสุทธิสลับกับขายสุทธิ สะท้อนมุมมองที่เป็นบวกบ้างแล้ว สำหรับการบริหารพอร์ตช่วงนี้ควรจะมีสภาพคล่องให้มากๆ และควรเลือกหุ้นใน Most Active by Value

1.DJIA (05 ส.ค.63) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 27,157.02 จุด บวก 328.55 จุด หรือ 1.22%, รัฐบาลสหรัฐในการพัฒนาและส่งมอบวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19, ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดเผยตัวเลขภาคบริการที่แข็งแกร่งของสหรัฐ และความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสภาคองเกรสและทำเนียบขาว เกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ รวมทั้งผลประกอบการที่สดใสของบริษัทดิสนีย์ แม้มีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐที่ซบเซา, สหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานต่ำกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว,

นักลงทุนยังคงจับตาการเจรจาระหว่างนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ และนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน ในวันที่ 15 ส.ค. เพื่อประเมินความคืบหน้าในการปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าเฟสแรก ซึ่งรวมถึงการที่จีนสัญญาที่จะนำเข้าสินค้าสหรัฐมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 2 ปี และอีกปัจจัย คือ การกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ ได้ทำให้รัฐต่างๆ พากันชะลอการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หลังจากมีการปิดเศรษฐกิจก่อนหน้านี้เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้มีการปลดพนักงานจำนวนมาก

2.อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้น (05 ส.ค. 63), นักลงทุนพากันขายพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากมีความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสภาคองเกรสและทำเนียบขาวเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่โดย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 0.551% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.236%, ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

3.ราคาทองฟิวเจอร์ (IQXGL) ยังคงพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. 63 เคลื่อนไหวอยู่ที่ 2,060 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์, การปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19, การที่ราคาทองสามารถพุ่งทะลุแนว 2,000 ดอลลาร์ ก็ได้สร้างโมเมนตัมในตลาด ทำให้นักลงทุนเพิ่มการถือครองทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย, ราคาทองคำ ที่เคยทำราคาสูงสุด เมื่อปี 2011 ที่ระดับ 1,920.48 ดอลลาร์/ออนซ์ ตอนนี้ สร้างจุดสูงสุดใหม่ไปได้ต่อเนื่อง หากเมื่อไหร่ ราคาทองคำตกลงต่ำกว่า 2,020 ดอลลาร์/ออนซ์ ระวังการปรับฐานลงครั้งใหญ่ เหมือนกับช่วงที่ ราคาน้ำมันขึ้นไปทำสูงสุดที่ ระดับ 140 ดอลลาร์/บาร์เรล

4.สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ที่มีการซื้อขายที่ตลาด NYMEX (05 ส.ค. 63) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนในวันนี้ หลังสหรัฐเผยสต็อกน้ำมันดิบลดลงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว ล่าสุด 6-08-2563 อยู่ที่ 42.31ดอลลาร์/บาร์เรล, สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 7.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลงเพียง 3 ล้านบาร์เรล, ราคาน้ำมันดิบหลังจากสามารถตีผ่านแนวต้าน EMA 200 วัน ที่ 41.1 ดอลลาร์/บาร์เรล ขึ้นมาได้ เริ่มเกิดสัญญาณบวก ทั้ง Indicators เริ่มสั่งเป็นสัญญาณซื้อ แนวต้านถัดไปที่ระดับ 45, 50 และ 55 ดอลลาร์/บาร์เรล ตามลำดับ, หากสถานการณ์ โรคระบาด โควิด 19 มีวัคซีนและประเทศต่างๆ เริ่มคลายปลดล็อคมากขึ้น ความต้องการจะเพิ่มขึ้นจะส่งผลดีต่อราคาน้ำมันดิบที่จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามปริมาณความต้องการใช้จะเป็นปัจจัยบวกที่ยั่งยืนกว่าการลดกำลังการผลิตฝ่ายเดียว

5.กราฟค่าเงินบาท เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2563 ที่แข็งค่าที่ระดับ 30.80 บาท/ดอลลาร์ หลังจากนั้นได้อ่อนค่า (กราฟค่าเงินบาท เป็นขาขึ้น) วิ่งขึ้นไปแตะ31.845 บาท/ดอลลาร์ แล้ว ปรับฐานลงมาใหม่ อีกครั้ง หลังจากหลุด 31.50 บาท/ดอลลาร์ ลงมา (กลับมาแข็งค่า) ทำจุดต่ำสุดที่ 30.96 บาท/ดอลลาร์, ขณะที่ ต่างชาติและสถาบันภายในประเทศ ส่วนใหญ่จะขายหุ้นออกสุทธิ (Net Sell) ต่อเนื่อง แม้ว่า ช่วงสั้นๆ นี้ จะมีการสลับซื้อสุทธิกลับมาบ้าง แต่ยังไม่มากพอที่จะ กระตุ้นให้ดัชนีหุ้นไทย พุ่งแรงๆ แบบกระชาก ช่วงนี้ เป็นการทำ Sideway – Sideway Up รอปัจจัยบวกใหม่ๆ เด่นๆ มาสนับสนุนมากว่านี้

6.การเมืองไทย ติดตามมติ ครม. เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ จะมีหรือไม่ หลังจากมีการปรับ ครม.ของรัฐบาลไทย, ที่สำคัญเริ่มมีการชุมนุมประท้วงของเหล่านักศึกษา จะส่งผลกระทบวงกว้างหรือไม่ ต้องคอยติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง หากการเมืองไม่มั่นคง จะส่งผลกระทบต่อภาพการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจและสังคม จะส่งผลต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นไทยด้วย

7.เทศกาลทยอยๆ ประกาศผลการดำเนินงาน งวดไตรมาส 2/63 คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 โดยรวมๆ น่าจะยังไม่ดีขึ้น หุ้นบริษัทจดทะเบียนหลายๆตัวจึงมีแรงขายออกมาเพื่อรอการประกาศงบ ไตรมาส 2/63 ให้แล้วเสร็จเสียก่อน, งบไตรมาส 2/63 บริษัทจดทะเบียนทั่วๆไปจะประกาศในกลางเดือน สิงหาคม 2563,

ดังนั้นงานของท่านนักลงทุนช่วงนี้ คือ ทำการบ้านด้านปัจจัยพื้นฐานว่า บริษัทไหนที่คาดว่าผลการดำเนินงานจะออกมาดี และมีแนวโน้มเติบโต หาฟังเจาะลึกข้อมูลใน Opportunity Day ของตลาดหลักทรัพย์ (www.set.or.th) เมื่อเจาะลึกข้อมูลได้แล้ว เรามาดูกราฟทางเทคนิค ว่า มีแนวรับ แนวต้าน แนวโน้มสวยหรือไม่ มีปริมาณการซื้อขายสนับสนุนหรือไม่ เพื่อจะหาจังหวะเข้าซื้อ ไม่ว่า จะซื้อเพื่อเก็งกำไร หรือ เพื่อลงทุน สามารถทำได้ทั้งนั้น ครับ

สรุป ประเทศไทยเราเริ่มทยอยๆ ปลดล็อค เริ่มเปิดประเทศมากขึ้น หลังจากควบคุมโควิด 19 ได้ดีขึ้นและไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ถือเป็นทิศทางเชิงบวก, ทั่วโลกยังกังวลโควิด-19 รอบ 2 ติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องทั่วโลก, เทศกาลทยอยประกาศผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2/63 ที่จะทยอยประกาศออกมาใน 1–2 สัปดาห์นี้ หลังจากประกาศงบการเงินเสร็จ เราก็เลือกหุ้นรายตัวที่มีอนาคตได้แล้ว, ค่าเงินบาทของไทย ปัจจุบันแข็งค่าที่ระดับ 31.125 บาท/ดอลลาร์ (6-08-2563),

สถาบันภายในประเทศและต่างชาติ เริ่มมีซื้อสุทธิ สลับกับขายสุทธิ บ้างแล้ว ไม่ใช่ขายแบบอย่างเดียว แสดงว่า เริ่มมีมุมมองเป็นบวกบ้างแล้ว, หากดูแนวโน้มการบริหารจัดการโควิดและพัฒนาการต่างๆ ของไทย น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง, การเมืองไทย หลังปรับ ครม.เสร็จสิ้นจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ ออกมาหรือไม่ ต้องคอยติดตามให้ดีๆ เพราะจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้น หากการเมืองไม่นิ่ง, ช่วงนี้หากไม่มีข่าวร้ายหนักๆ ดัชนีปรับฐานแล้ว ไม่หลุด 1,300 จุด ลงมา เลือกหุ้นพื้นฐานดีๆ มีอนาคตและราคาหุ้นไม่สูงเกินไป ทยอยๆ ซื้อหุ้นเข้าพอร์ตเก็บไว้, ลุ้นขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญ 1,340, 1,350, 1,360, 1,380, 1,400 จุดตามลำดับ

การบริหารพอร์ตช่วงนี้ควรจะมีสภาพคล่องให้มากๆ, การเลือกหุ้นใน Most Active by Value ช่วงนี้จะพบว่า เม็ดเงินเริ่มเข้ามาในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น, กลุ่มขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ตกแต่งบ้าน (HMPRO GLOBAL DOHOME), กลุ่มถุงมือยางแม่ลูก (STA STGT), กลุ่มโรงไฟฟ้า (GPSC BGRIM EA GULF) ควรรอให้ประกาศงบไตรมาส 2/63 ก่อน, กลุ่มบริหารหนี้ (BAM JMT CHAYO), ส่วนหุ้นรายตัวอื่นๆ แนะนำให้ไปศึกษา เช่น CBG, TQM, COM7

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง