ท็อปซีเคร็ต สูตรชีวิต '50 ยิ่งแจ๋ว'

ท็อปซีเคร็ต สูตรชีวิต '50 ยิ่งแจ๋ว'
6 สิงหาคม 2563 | โดย กนกพร โชคจรัสกุล
10,093

เปิดเคล็ดลับไม่รู้โรยของ 3 หนุ่มใหญ่สายบันเทิง จากวันที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด สู่การเริ่มต้นใหม่ในวัย "50" ที่มีความสุขยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

คำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัว สิ่งสำคัญของการมีชีวิตคืออะไร แค่ไหนจึงเรียกว่าประสบความสำเร็จ เพราะคุณค่าของชีวิตแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไป แต่ถึงที่สุดแล้วสิ่งที่เป็นสัจธรรมคือ ‘เกิด แก่ เจ็บ ตาย’ ขึ้นอยู่กับใครจะเข้าใจได้เร็วกว่า ทว่าสำหรับหนุ่มใหญ่ทั้ง 3 คนนี้ พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 50”  และต่อไปนี้คือประสบการณ์ชีวิตที่ถูกถ่ายทอดในงาน Talk Show ‘จุดเปลี่ยนชีวิต’ ส่วนหนึ่งของการเปิดตัว SILVERASTIC 4 การรวมตัวกันของ 4 พันธมิตรดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อตอบโจทย์ผู้สูงวัย  

 159663306628

'น้าเน็ก 'เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

‘น้าเน็ก’ ชีวิตที่ตกตะกอน

พิธีกรฝีปากกล้ากับลีลากวนๆ กัดๆ เป็นที่รู้จักจากการพากย์เสียงหุ่นมือตุ๊กตางูเหลือมในรายการเกมฮอตเพลงฮิตทางทีวีเมื่อ 20 ปีก่อน นำมาซึ่งการเป็นพิธีกรต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดมีรายการ ‘อย่าหาว่าน้าสอน’ ทาง Youtube chanel : NANAKE 555 'น้าเน็ก' เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ชื่นชอบกับการมีอายุ 50 เพราะทำให้ตัวเองได้รับคำตอบในหลายคำถามที่เคยสงสัยมาเกือบหมด ที่สำคัญต้องเปลี่ยนตัวเองมาเล่นไลน์และเฟซบุ๊คเพราะเบนเข็มมาทำออนไลน์แทนทีวีดิจิทัลที่เคยทำมาตลอด

“ผมเริ่มทำออนไลน์เมื่อปี 61 ด้วยเหตุผลเดียวคือ ทำทีวีแล้วเจ๊งครับ คนดูอยู่ไหนเราก็ไปที่นั่นล่ะครับ ผมเริ่มออนไลน์ช้ากว่าคนอื่นมากๆ ประชุมนัดแรกคือการเปิดเฟซบุ๊ค แล้วก็สมัครไลน์ให้กับเจ้าของบริษัท ผมเชื่อมาตลอดชีวิตว่าไม่สายที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ ออนไลน์มันทันกันได้ เริ่มเร็วเริ่มช้าไม่ใช่ปัญหา ถ้าเกิดมันใช่ เริ่มทีหลังก็แซงหน้าคนอื่นได้”

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการได้ค้นพบกับความสามารถของตัวเองที่ซ่อนอยู่

“มีอยู่วันหนึ่งผมไปถ่ายพี่ตูนซ้อมวิ่งใน 9 รูททางใต้ เขามีคอนเซปต์ชาแลนจ์ว่าใครเคยทำอะไรไว้ก็จะทำสองเท่า เช่น รัชวินเคยวิ่งมาราธอน ครั้งนี้ก็จะอัลตร้าเบิ้ลคูณสอง พี่ตูนก็จะวิ่ง 114 ไม่เคยวิ่งลองดิสแทนต์แบบนี้มาก่อน คนก็มายุผมน้าวิ่งเลยๆๆๆ ซึ่งผมก็ไม่เคยวิ่งเลย ผมก็บ้ายุ แล้วก็อยากหล่อด้วย คนก็เยอะ ผมก็ประกาศเลยเอามา 10 โล อิ้บอ๋ายแล้ว พูดไปแล้ว ทำไงดีวะเนี่ย โอเค.หลังจากนั้น 2-3 วันพี่ตูนก็ส่งนาฬิกามาให้ ทีมก้าวก็ส่งรองเท้า ส่งเสื้อ ส่งผ้ามาให้ เห็นว่าเราจะวิ่ง ผมก็เลยซ้อมตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ผมทำฮาฟมาราธอนได้แล้ว 

ทุกวันนี้ผมวิ่งวันเว้นวัน 10 กิโลบ้าง 5 กิโลบ้าง จากตอนแรกที่วิ่งตามถ่ายตูน หัวใจจะวายครับ ผมเกือบตายไปแล้ว ผมชอบการวิ่งอย่างหนึ่งก็คือมันเป็นการบอกให้เรารู้ว่า เราทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด ใครจะไปเชื่อว่าคนอย่างผมจะวิ่งได้ แล้วที่สำคัญพอเราเป็นคนวิ่ง ระยะทางอะไรใกล้ไปหมดเลย อย่างเมเจอร์รัชโยธินถ้าจะให้กลับบ้านที่วัชรพล สบายมาก เพราะว่าระยะทางมันไม่ถึง 15 กิโลด้วยซ้ำ เอาจริงๆ เราวิ่ง 21 มาแล้ว คือมีรองเท้าดีๆ สักคู่วิ่งกลับบ้านได้เลย ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนิดๆ ก็เลยมีความรู้สึกว่าโลกมันใกล้ขึ้น แล้วรู้สึกเราเป็นเจ้าของร่างกายจริงๆ ครับ ผมมีความสุขกับเรื่องนี้มากครับ แล้วก็สูบบุหรี่น้อยลงเพราะว่าเวลาวิ่งมันจะจุดไฟแช็คลำบาก”

นอกจากนี้ความคิดที่เคยยึดมั่นมาตลอดก็เปลี่ยนไป เพราะประสบการณ์ในชีวิตที่ยาวนานทำให้เกิดการตกผลึก

“ตอนเราเด็กๆ อายุน้อย เราจะสนใจคิดว่าคนอื่นมันจะต้องมองเราแน่ๆ มันสนใจในตัวเราแน่ๆ ก็เลยแสดงออกด้วยเสื้อผ้าหน้าผม เราจะห่วงกังวลว่าคนจะมองเรายังไง เราจะดูดีในสายตาคนอื่นไหม แต่พออายุ 30-40 เราจะเริ่มเหนื่อยกับการทำแบบนั้น เราจะเริ่มช่างแอ้งแล้วเอี้ย จะมองกูยังไงก็ได้ กูจะเป็นตัวกูในแบบของกุนี่ล่ะ กูขี้เกียจแคร์สายตาใคร 

พอเราเริ่ม 50 เราจะพบความจริงสูงสุดว่าไม่มีใครสนใจตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คิดไปเองทั้งหมด คอนเทนท์ในเพจน้าเนค 555 ที่ชื่อว่าอย่าหาว่าน้าสอน มันไม่มีทางประสบความสำเร็จถ้าผมไม่อายุมากพอ เพราะทุกเรื่องที่ผมตอบผู้คนผมใช้ประสบการณ์ทั้งหมด ตอนนี้ผมอายุ 51 เรื่องราวในชีวิตมันตกตะกอน ยิ่งคุณอายุมาก คุณก็จะยิ่งดีที่สุดทางความคิด”

 

159663329255

'ป๋าเด็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

‘ป๋าเต็ด’ หลังเฉียดตายไม่มีขาลง

จากดีเจนักจัดรายการ ผู้ก่อตั้ง Fat Radio จนมาถึงผู้จัดคอนเสิร์ตมันใหญ่มาก 'บิ๊ก เมาท์เทน' ไม่มีใครรู้มาก่อนว่า 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม คือผู้ที่ชวนตูน-บอดี้สแลม มาวิ่ง หลังจากเขาประสบอุบัติเหตุกระดูกคอซ้นไม่สามารถเล่นฟุตบอลได้อีก ป๋าเต็ดชวนตูนมาวิ่ง 10 กิโลเมตรครั้งแรกพร้อมกัน จนขณะนี้ ตูนวิ่งไปทั่วประเทศแล้ว แต่ป๋าเต็ดไม่ได้วิ่งต่อ จนกระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต

“เมื่อสองปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุ 51 ปีนี้ผมอายุ 53 เกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลัน เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก เช้าวันเสาร์ผมตื่นขึ้นมา จะชงกาแฟอยู่ดีๆ รู้สึกแน่นหน้าอก เหงื่อซึมออกมา หายใจติดขัด รีบโทรหาเพื่อนที่เป็นหมอ เพื่อนบอกรีบไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย ภรรยารีบขับรถไปส่งที่โรงพยาบาล โชคดีเพื่อนที่เป็นหมอเตรียมการจัดการไว้ให้หมดแล้ว ผมไปถึงก็ ตรวจ- วัด- ฉีดสี-ทำบอลลูนทันที คลี่คลายไปในเวลาชั่วโมงกว่าๆ ถ้าเกิดผมไปช้ากว่านั้นนิดเดียวมีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์”

ความชะล่าใจในการใช้ชีวิตยังคงมีอยู่ กระทั่งว่าตอนนอนบนเตียงถูกเข็นไปทำบอลลูน ยังคิดว่าน่าจะฝากภรรยาซื้อสตาร์บัคที่ออกรสใหม่ แต่ห่วงว่าจะสั่งถูกหรือเปล่าเพราะชื่อมันยาวมาก จนเมื่อออกมาจากห้องที่ทำบอลลูนมาพักฟื้น ความคิดของเขาจึงเปลี่ยนไป

“วินาทีที่เราออกมานอนอ่านข้อความผู้คนที่ส่งมา มองไปเห็นช่อดอกไม้มากมายของคนที่เขาเป็นห่วงเรา มองไปรอบๆ ห้อง ลูกนั่งอยู่ตรงนี้ ภรรยานั่งอยู่ตรงนี้ นั่นแหละทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องอะไรมันสำคัญที่สุด ทำให้เรารู้ว่า 50 ปีก่อนหน้านั้นเราโฟกัสผิดเรื่องมาโดยตลอด เรื่องสำคัญที่สุดคือสุขภาพของเราเอง ไม่ใช่เรื่องการพยายามจัดงานคอนเสิร์ตที่มีคนดูเยอะที่สุด ไม่ใช่เรื่องเราจะทำงานให้ได้เงินเดือนเยอะที่สุด สิ่งที่เกิดกับผม ทำให้ต้องไปบอลลูน มันเกิดจากนิสัยของผมล้วนๆ นิสัยการกิน พฤติกรรมการใช้ชีวิต 

ก่อนหน้าย้อนไป 8 ปีผมไปเรียนวิ่งกับพี่นง ฝึกจนวิ่งมินิมาราธอนได้ คือ 10 กิโลแรกที่วิ่งพร้อมกับตูน หลังจากนั้นเริ่มไม่มีวินัย ตรวจสุขภาพประจำก็ไม่ไป ยาลดน้ำตาล ลดคอเลสเตอรอล ก็ไม่ได้ทาน 3 ปีเต็มๆ ที่ผมไม่ได้ไปหาหมอเลย ไม่ออกกำลังกาย ไม่รักษาสุขภาพ จึงไม่แปลกใจ ที่เกิดเหตุการณ์วันนั้น หลังจากวันนั้นก็เลยเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่หมดเลยครับ กลับมาดูแลสุขภาพใหม่ มีการทานแบบบันยะบันยังบ้าง ไม่ถึงขนาดจำกัดการกินจนไม่อร่อย ยังทานข้าวขาหมูอยู่ฮะ แต่ทานแบบมนุษย์ทาน แต่ก่อนทานแบบเกินมนุษย์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ว่าจะเข้ายิมหรือวิ่งรอบๆ หมู่บ้าน”

หลังจากนั้นเขาก็ไปดูรายการ 100 Human ทาง Netflix รายการที่ว่าด้วยการแบ่งช่วงวัยอายุคนเพื่อทดสอบดูว่าช่วงวัยไหนมีความสุขมากที่สุด ซึ่งคำตอบก็คือ อายุ 50      

"ถ้าเรายังอายุไม่ถึง 50 เราจะคิดไปว่าแย่แล้วอีกหน่อยตอนเราแก่เราจะต้องไม่มีความสุขแน่เลย เราต้องทำในสิ่งที่เราเคยทำได้แล้วทำไม่ได้เยอะแยะไปหมด แต่มันกลับไม่ใช่ครับ ผมสามารถเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าผมอายุ 53 แล้ว มันกลายเป็นว่า เมื่อเราอายุ 50 แล้วความรู้สึกมันคือเราผ่านช่วงชีวิตที่หนักที่สุดมาเรียบร้อยแล้ว ช่วงชีวิตที่มีความทุกข์ที่สุดมันคือตรงกลางฮะ 30-50 ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ที่เหลืออะไรก็ทำได้ เหมือนเรากำลังเดินถอยจากปัญหาที่หนักที่สุดไป ที่เหลือมันก็มีแต่ขาขึ้นแล้วไม่มีขาลงอีกแล้ว 

ถ้าเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริงที่ว่าทุกๆ คนต้องตาย มันไม่ได้เป็นทุกข์ มันไม่ได้น่ากลัว แล้วเราเดินเข้าหาวันสุดท้ายนั้นอย่างมีความสุข ไม่ใช่มันมาหาเราโดยเราไม่ได้ตั้งตัว ผมเกือบจะตายไปเพราะว่าหัวใจวาย นั่นถือว่าเราไม่ได้เตรียมตัวที่จะเจอมัน ดังนั้นผมอยากจะบอกกับทุกท่านว่ามันไม่ได้น่ากลัว เพราะว่าท่านกำลังเดินเข้าสู่วัยที่มีความสุขมากที่สุดครับ”

 

159663351718

'พี่นง'ทนงศักดิ์ ศุภการ

‘ทนงศักดิ์ ศุภการ’ อยู่บนโลกนี้ไม่ให้ช้ำ

อีกหนึ่งนักแสดงที่เป็นไอดอลในการวิ่งของใครหลายๆ คน ทนงศักดิ์ ศุภการ มีผลงานการแสดงทั้งละครและภาพยนตร์ แล้วยังเป็นช่างภาพด้วย ก่อนหน้านี้เขาเคยประสบอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อต อีกทั้งภรรยาก็มาจากไปก่อนวัยอันควร ทำให้มองโลกไม่เหมือนเดิม เขาหันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย กระทั่งตอนนี้แม้จะครบ 60 ในปีหน้า แต่ยังคงดูอ่อนกว่าวัย

“จุดเปลี่ยนสองจุดที่ทำให้เราได้เปลี่ยนมุมมองชีวิตก็คือปี 37 โดนไฟฟ้าแรงสูงดูด ปี 45-48 ภรรยาป่วยเป็นมะเร็ง ต้องไปใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในโรงพยาบาลจุฬา 6 เดือน ก็เห็นว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตก็คือการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ก่อนที่ภรรยาจะเสีย ก็ได้ข้ามมาวิ่งทางฝั่งสวนลุมแล้วเห็นความแตกต่างของผู้คนทั้งสองฝั่ง การใช้ชีวิตทุกวันนี้ของทุกคนมันนำไปสู่การไปอยู่โรงพยาบาลอย่างแน่นอน ก็เลยมารณรงค์เรื่องการออกกำลังกาย ชีวิตเราเลือกได้ คนอายุ 70 กว่าที่ผมรู้จักก็ยังวิ่งกันอยู่นะครับ หลายคนบอกว่าพอเกษียณแล้วจะหยุดทุกอย่าง แค่ 2-3 ปีเขาก็เหี่ยวลง ชีวิตแย่ลงกว่าเดิมมาก”

นอกจากสุขภาพกายแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่น้อยคือสุขภาพจิตที่ดี เช่นเดียวกับการวิ่งมาราธอน ที่ขณะวิ่งจะทรมานมาก แต่พอวิ่งแล้วก็มีความสุข

“เรามีร่างกายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ เรามีความสุขได้ มนุษย์ทุกคนต้องตาย การเตรียมตัวไปสู่จุดหมายปลายทางของการตายคือการเรียนรู้ การใช้ชีวิตทุกวันนี้ไม่จำเป็นจะต้องไปโกรธใคร ไปนั่งผิดหวัง ไปนั่งเสียใจ ไปดีใจ ถ้าเราไม่ผิดหวังไม่ล้มเหลวเราจะไม่รู้ว่าความสุขของความสำเร็จมันคืออะไร สิ่งที่สำคัญมากๆ คือเรื่องของใจ ทุกวันที่ออกไปเดินไปวิ่ง 1-2 ชั่วโมงเป็นการวิ่งเพื่อดีทอกซ์ใจ เพราะทุกวันเราเก็บขยะใส่ไว้ในใจเรา จากคนที่เขาโยนใส่เรามา จากการที่เราสร้างเอง 

การเดินทุกวันของผมคือการล้างใจมากกว่า อยากจะชวนทุกๆ คน ออกมาเดินเพื่อเจริญสติให้เราอยู่กับปัจจุบันขณะ เห็นความโชคดีว่าฉันยังเดินได้นะ ดีกว่านอนติดเตียง”

นอกจากสุขภาพกาย สุขภาพใจแล้ว สิ่งสำคัญที่เขาอยากฝากให้ทุกคนคิดตามคือ เรื่องของความสัมพันธ์ 

"ผมเชื่อในเรื่องของความสัมพันธ์ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน กิจกรรมต่างๆ มันเป็นเครื่องมือนำเราไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ แน่นอน ถ้ามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเราก็ให้อภัยต่อกัน หลายคนมีแผลในใจกับคนใกล้ชิด เพื่อนสนิท แฟนเก่า เจ้านายเก่า ลูกน้องเก่า ถ้าวันนี้มีใครสักคนโทรมาบอกว่าเขากำลังจะตาย เราจะรู้สึกตกใจอยากจะไปอโหสิกรรมกับเขา 

ณ วันนี้เรายังมีโอกาสไปคืนความสัมพันธ์ดีๆ หลายคนอาจจะติดเงินเราเป็นหมื่นเป็นแสน แต่แปลกมากเลยนะ เราสามารถซื้อรถเบนซ์ ซื้อนาฬิกา ซื้ออะไรที่มันแพง ใช้ไปสองปีแล้วราคามันตกไปเป็นล้านก็ไม่เป็นไร กับเพื่อน ติดเงินสองหมื่น เราโกรธมันจนวันตาย เราไปให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นของที่ตายไปก็เอาไปไม่ได้ เราลองกลับไปมองดูในความสัมพันธ์เหล่านี้ เมื่อถึงวันหนึ่งที่จะต้องจากโลกนี้ไป ความสมบูรณ์แบบในการมีชีวิตอยู่ของเราคือ การอยู่แบบโลกใบนี้ไม่ให้ช้ำ ธรรมะไม่ให้ขุ่น สิ่งนี้จะนำเราไปสู่การมีชีวิตที่ดีอย่างที่พวกเรามุ่งหวัง”

 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง