เน้นหุ้นงบ 2Q20 ดี

เน้นหุ้นงบ 2Q20 ดี
5 สิงหาคม 2563 | โดย บล.กรุงศรี
2,219

ความผันผวนจากผลการดำเนินงาน 2Q20 ของบริษัทฯ รวมถึงแรงขายทำกำไรตามสัญญาณเทคนิคจะกดดันให้ดัชนีสลับอ่อนตัวลง 

ตลาดหุ้นวานนี้

SET Index บวก 10 จุด (+0.73%) ปิดที่ระดับ 1,331 จุด มูลค่าการซื้อขาย 5.5 หมื่นล้านบาท โดยได้ปัจจัยหนุนจากตัวเลขดัชนี PMI ภาคการผลิตของ จีน ยุโรป และ สหรัฐ ออกมาดีเกินคาด รวมถึงนักลงทุนเข้าซื้อคืนหุ้นที่ลดลงแรงในช่วงก่อนหน้านำโดย กลุ่มท่องเที่ยว (MINT CENTEL) ขนส่ง (AOT) ไฟแนนซ์ (KTC MTC SAWAD) และ พลังงาน (GULF GPSC ESSO SPRC) ส่วนนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,824 ล้านบาท  แต่ Net Long TFEX  3,839 สัญญา และขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 684 ล้านบาท

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้     

เรามีมุมมองเป็นกลาง - บวกคาด SET ดีดตัวขึ้นทดสอบ 1,335 – 1,340 จุดก่อนจะสลับอ่อนตัว โดยภาวะตลาดได้แรงหนุนจากความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสภาคองเกรสและทำเนียบขาวเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่วงเงิน 1 ล้านล้านดอลล่าร์ รวมถึงตัวเลขคำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐในเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 6.2% และราคาน้ำมันดิบที่ดีดตัวขึ้นซึ่งเป็นบวกต่อทิศทางการลงทุน อย่างไรก็ตาม ความผันผวนจากผลการดำเนินงาน 2Q20 ของบริษัทฯ รวมถึงแรงขายทำกำไรตามสัญญาณเทคนิคจะกดดันให้ดัชนีสลับอ่อนตัวลง 

** วันนี้ (5 ส.ค.) ติดตามการประชุมกนง.ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.5%

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

  • กลุ่มพลังงาน (PTT PTTEP TOP PTTGC IRPC SPRC IVL ) อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบทรงตัวเหนือ 40 US/Barrel
  • กลุ่มที่คาดว่างบ 2Q20 จะเติบโตขึ้น  ( TOP PTTGC SPRC BGRIM CPF TU ASIAN TASCO STA STGT AP PRM PTL AJ CBG TQM JMT CHAYO PTG BCH )

หุ้นแนะนำวันนี้

  • AP (ปิด 6.45 /เป้า 8.5) คาดกำไรสุทธิ 2Q20 เด่นสุดในกลุ่มอสังหาฯ เบื้องต้นคาดมีกำไรสุทธิประมาณ 1,057 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71%qoq และ 117%yoy จากยอดโอนโครงการที่เพิ่มขึ้นของโครงการ Life ลาดพร้าว และ Life One wireless
  • SPRC (ปิด 7.05 ซื้อ/เป้า 8 บาท) คาดงบ 2Q20 พลิกมีกำไร 1.3-1.5 พันล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 8.3 พันล้านบาทใน 1Q10 จากกำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบ 4.2 พันล้านบาท, ค่าการกลั่น (GRM) ดีขึ้นจาก 1.3$/bbl ใน 1Q20 เป็น 4$/bbl

บทวิเคราะห์วันนี้

CRC (ปิด 29 อยู่ระหว่างทบทวนคำแนะนำและราคาเป้าหมาย), PTT (ปิด 38 ถือ/เป้า 33)

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (+) ดาวโจนส์และตลาดน้ำมันบวกต่อ ตอบรับข่าวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ของสหรัฐมีความคืบหน้า: ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์เพิ่มขึ้นอีก 164 จุด ปิดที่ระดับ 26,828 จุด เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก 69 เซนต์ ปิดที่ระดับ 41.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังเชิงบวกว่าทำเนียบขาวและสภาคองเกรสจะสามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ได้ในเร็วนี้ หลังจากการเจรจามีความคืบหน้าในหลายขั้นตอน นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการคาดการณ์ว่าสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐอาจจะลดลงอีก 3-4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์นี้ซึ่งจะเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 (EIA จะรายงานตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐออกมาในคืนวันนี้)
  • (+) กลุ่มยานยนต์ – ได้ sentiment บวกกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแจกคูปองให้รถเก่าซื้อลดใหม่ 1 ล้านคันกระตุ้นอุตสาหกรรมรถยนต์: ซึ่งปัจจุบันได้รับผลกระทบจากไวรัส Covid-19 ระบาดเป็นอย่างมาก นอกจากนี้มาตรการนี้จะยังช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในประเทศได้ด้วยเนื่องจากรถเก่าที่มีอายุการใช้งานนานจะมีปัญหาในด้านการปล่อยมลพิษที่ค่อนข้างสูง เบื้องต้นทางกระทรวงประเมินว่าการแจกคูปองหรือการให้ส่วนลดในการนำรถเก่ามาแลกรถใหม่จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างแรงจูงใจกับประชาชนในการซื้อรถมากขึ้น เบื้องต้นเราคาดว่าหากมาตรการนี้เกิดขึ้นจริงจะส่งผลบวกต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ อาทิ กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเออร์ต่างๆ อาทิ SAT AH STANLY รวมไปถึงกลุ่มไฟแนนซ์รถยนต์ อาทิ TCAP TISCO และ KKP
  • (+/-) คาดแบงก์ชาติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% ตามเดิมเป็นกลางกับกลุ่มธนาคารแต่เป็นบวกกับกลุ่มไฟแนนซ์: แม้ปัจจัยด้านเศรษฐกิจจะเอื้อให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยแต่เราคาดว่าแบงก์ชาติจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.5% ตามเดิมเสียก่อนโดยมีอย่างน้อย 3 เหตุผล คือ 1) ต้องการเก็บเครื่องมือ หรือ (policy space) ไว้ในยามจำเป็นโดยเฉพาะหากเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนและหดตัวมากกว่าที่คาดไว้, 2) หากดอกเบี้ยต่ำเกินไป อีกด้านจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงจากการแสวงหาการลงทุน (Search for yield) แบบไม่ระมัดระวังทำให้แบงก์ชาติจะยังไม่ลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.25% หรือ 0% และ 3) คาดคณะกรรมการส่วนใหญ่จะชะลอการตัดสินใจเพื่อรอความชัดเจนในเชิงนโยบายของผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ (คุณ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ) การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมช่วยลดแรงกดดันให้กับกลุ่มธนาคาร (ดอกเบี้ยขาลง) และเป็นบวกต่อหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์จากต้นทุนดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ
แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags: