ความสงบที่เลือกได้ ที่‘อุ้มฮุ่ม’โฮมสเตย์ 

ความสงบที่เลือกได้  ที่‘อุ้มฮุ่ม’โฮมสเตย์ 
28 กรกฎาคม 2563
2,412

ทำการเกษตรและพึ่งตนเอง และมีห้องพักไม่กี่ห้องให้พักท่ามกลางธรรมชาติป่าเขา

ถ้ากล้าที่จะก้าวเดิน ชีวิตมีทางเลือกเสมอ เหมือนเช่น คณาภรณ์ ธนูธรรมเจริญ อดีตผู้ช่วยวิจัย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หลังจากทำงานประจำในกรุงเทพฯ มาพักหนึ่ง (3-4 ปี)

ก็อยากมาใช้ชีวิตสงบๆ ในพื้นที่ 18 ไร่ ที่อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ โดยทำเป็นสวนที่ร่มเย็น ปลูกข้าวแปลงเล็กๆ มีสวนผลไม้ สวนป่า และปลูกพืช 9 ชั้น มีบ้านหลังเล็กๆ ทำเป็นโฮมสเตย์ไม่กี่ห้อง 

นอกจากสวนที่พ่อแม่เขาซื้อไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขายังทำผลิตภัณฑ์อบแห้ง แบรนด์อุ้มฮุ่ม ทำมา 4 ปีกว่าๆ เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง พึ่งพิงตนเองได้  ซึ่งการใช้ชีวิตที่นั่น นอกจากได้ความสงบ ยังได้สุขภาพที่ดีคืนมา 

ต่างจากช่วงที่ทำงานในกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง เขาเป็นภูมิแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนนั้นเขาจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า การทำงานเพื่อให้ได้เงินมา แล้วเอาเงินไปซื้อสุขภาพที่ดีและความสุข ออกไปดูหนัง ไปเที่ยวต่างประเทศ ชีวิตแบบนั้นคือ สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ หรือ

 “ถ้าอย่างนั้นความสุขคืออะไร แล้วสิ่งใดที่มีค่ามากกว่าเงินทอง” คณาภรณ์ เจ้าของ อุ้มฮุ่ม โฮมสเตย์ Aumhum Homestay&Organic Farm อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เล่าถึงวันที่ละทิ้งงานประจำ

และยิ่งเขามีโอกาสปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ วิปัสสนา ก็ได้พบว่า  ถ้าเราอยู่กับตัวเองได้ ความสงบ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ต้องซื้อหา       

159593283870

“เริ่มจากมากางเต้นท์นอนในสวน รู้สึกได้ถึงความสงบ ได้ยินเสียงหมาเห่าจากภูเขาอีกลูก ได้ยินเสียงนก เสียงกา เพราะพื้นที่ตรงนั้น พ่อผมทำเป็นวนเกษตรจัดสรรไว้ดีแล้ว ผมก็เอาแนวคิดการจัดการพืช 9 ชั้นมาใช้ มีตั้งแต่พืชใต้ดินจนถึงพืชชั้นสูง และมีพืชไม้เลื้อยอุ้มความชื้น”

แม้พ่อแม่จะบ่นว่า เรียนจบปริญญาตรีและโทด้านกฎหมาย ทำงานประจำก็ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับเขาไม่ใช่หนทางในการดำเนินชีวิตต่อไป

“ผมเดินออกจากสิ่งที่ผมเคยคุ้นเคย ทำสวนปีแรกๆ ผมวางแผน ศึกษาทดลอง ผมจำได้ว่าตอนที่เปิดอุ้มฮุ่มโฮมสเตย์ ไม่มีเพื่อนมาให้กำลังใจเลย ทั้งๆ ที่เคยไปเที่ยวทำค่ายอาสาด้วยกัน แต่ถ้าผมมีความสุข ก็พอแล้ว ซึ่งต่อมาพ่อแม่ก็เข้าใจวิถีที่ผมเลือกมากขึ้น

ผมไม่จำเป็นต้องไปอยู่วัด นั่งสมาธิ ผมอยู่ในสวนที่เป็นธรรมชาติแบบนี้ ผมจะนั่งสมาธิเมื่อไหร่ก็ได้ ผมได้มีชีวิตของตัวเอง มีความสุข แล้วทำไมต้องไปซื้อความสุข ผมออกแบบบ้านและสร้างบ้านเอง เมื่อผมทำเสร็จ มีวันหนึ่งฝรั่งขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมา ขอเช่าห้องนอน ก็เลยทำอาหารกินกัน เขาบอกว่า ผมน่าจะแบ่งปันประสบการณ์ให้คนอื่นบ้าง ผมก็เลยเปิดโฮมสเตย์สองห้อง และเราทำการเกษตรปลอดสารอยู่แล้ว มีลิ้นจี่ ข้าว กระเทียม พริกไทย เราก็ใช้พืชผักเหล่านั้นมาทำอาหารให้คนมาพักกินได้เลย”

เมื่อถามว่า ตอนเริ่มต้นทำการเกษตร ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้เลย เรื่องใดยากที่สุด

“ผมต้องทำความรู้จักกับพืชที่หลากหลาย ไม่ได้ใช้ข้อมูลอินเตอร์เน็ตมาเป็นฐานคิด เราทำเกษตรธรรมชาติ ผมเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะดิน น้ำ ลม ในพื้นที่เรา เราต้องจัดการเอง สิ่งที่ผมทำพ่อบอกว่า เป็นเกษตรยั่งยืน จะเรียกว่า ไร่นาสวนผสมก็ได้ ถ้ามองเชิงวิชาการเป็นวนเกษตรบวกกับเกษตรทฤษฎีใหม่ ผมปลูกข้าวเอง แต่เวลาไถพื้นดิน ผมจ้างคนมาช่วย ทำแค่หนึ่งไร่กว่าๆ ทำจนมีโอกาสส่งข้าวปลาอาหารผลไม้ไปให้พ่อแม่กิน ต่างจากตอนทำงานในกรุงเทพฯ ไม่มีเงินส่งให้พ่อแม่เลยc

ทำการเกษตรและพึ่งตนเองแบบนี้ ผมก็หาข้อมูลจากเว็บในต่างประเทศ เพราะข้อมูลใหม่กว่าในเมืองไทย ส่วนการทำขนมปัง แฟนผมเป็นคนชอบทำเบเกอรี่ เธอก็เอาข้าวกล้อง หรือไม่ก็โกโก้มาทำ แต่ตอนนี้เธอยังทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และผมเลี้ยงผึ้งโก๋น ซึ่งเป็นการเลียนแบบจากธรรมชาติ ถ้าไม่เลี้ยง ก็บินว่อนเต็มพื้นที่”

เมื่อหันมาทำเกษตรและเปิดโฮมสเตย์เล็กๆ รู้สึกว่าชีวิตเริ่มลงตัว คณาภรณ์ จึงเริ่มแบ่งปันความรู้ให้คนอื่นๆ เวลามีคนมาพักหรือมาหา ก็พาเที่ยวชมการจัดการความรู้ทางการเกษตร รวมถึงออกไปให้ความรู้ตามมหาวิทยาลัย ทั้งเรื่องการเกษตรและการจัดการสิ่งแวดล้อม

 “ผมก็พยายามจัดสมดุลตัวเอง ถ้าวันไหนผมเปิดประตูรั้ว จะมีคนขับรถมาเที่ยวชม ผมยังต้องการความสงบ ที่นี่จึงไม่ใช่สวนเปิด ถ้าคนจะเข้ามาต้องนัดหมายก่อน เพราะบางทีผมกำลังทำผลิตภัณฑ์เอาไว้ขาย ผมใช้ทั้งความรู้ เทคโนโลยีง่ายๆ และการจัดการ ยกตัวอย่าง การทำตู้อบผลิตภัณฑ์เอง ราคาไม่กี่พันบาท แต่สร้างผลิตภัณฑ์หลักหมื่นได้ ไม่ว่าพริกไทยอบแห้ง"

หากใครอยากทำแบบเขา คณาภรณ์ บอกว่า ต้องอดทน และศึกษาหาความรู้ ที่สำคัญต้องเข้าใจแก่นสิ่งแวดล้อม 

159593286153"ธรรมชาติก็คือธรรมะ ถ้าแมลงบินมากินเมล็ดกาแฟ เราไม่ต้องหายามาฉีด ผมเฝ้าสังเกต ก็เห็นมดมา จากนั้นนกตัวเล็กๆ นกตัวใหญ่ๆ ก็มาช่วยจัดการ พอมีหนูก็มีตุ๊กแก มันจะจัดการกันเอง ถ้าเข้าใจธรรมชาติ ก็อยู่กับมันได้ ไม่ต้องไปขัดแย้งกับมัน

ที่สำคัญต้องรู้จักพื้นที่ตัวเอง ฝนตกแล้วน้ำไหลไปทางไหน ตามสถิติที่ผมเก็บ ถ้าทำการเกษตร คนจะมีแหล่งน้ำของตัวเองแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือพึ่งพิงภายนอก แต่ผมมีบ่อน้ำของตัวเอง และผมรู้ว่าบ่อน้ำซับของผมเพียงพอกับการเกษตรแค่ไหน ผมไม่ห่วงเรื่องน้ำ เมื่อผมรู้เรื่องน้ำ ผมไม่ต้องศึกษาเรื่องดิน เพราะดินดีอยู่แล้ว มีไส้เดือน และหิ้งห้อยที่บ่งบอกว่า แหล่งน้ำสะอาด”

นั่นแหละคือสิ่งที่คณาภรณ์พยายามจะอธิบายว่า การผสมผสานระหว่างวนเกษตรและเกษตรทฤษฎีใหม่ คือความหลากหลาย เมื่อทำสิ่งนั้นแล้ว สิ่งแปลกปลอมจากภายนอกจะถูกจัดการจากธรรมชาติเอง

“พอผมมาทำตรงนี้ ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ผมรู้สึกว่า ผมแบ่งปันความสุข และแรงบันดาลใจให้คนอื่นเยอะขึ้น มีผู้คนที่ติดตามเรา และสร้างแรงบันดาลใจต่อให้คนอื่น ”

และการพึ่งพิงตนเองทางการเกษตรและวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ทำให้เขามีเวลากลับมาทำสิ่งที่อยากทำในวัยเด็ก ทั้งการเล่นดนตรี เขียนหนังสือและวาดรูป

“พุทธศาสนาตอบคำถามแบบเป็นเหตุเป็นผลให้ผมได้ ทำให้เราไม่ต้องการความสุขจากภายนอก เรามีความสุขภายใน เราก็ถ่ายทอดออกไป ให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นปลูกฝังในใจคนอื่น และเป็นแรงบันดาลใจต่อไป"

 

........................

เฟซบุ๊คอุ้มฮุ่ม โฮมสเตย์ 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: