BBLAM มองผลตอบแทนหุ้นไทย 6-7%ในปี64

BBLAM มองผลตอบแทนหุ้นไทย 6-7%ในปี64
23 กรกฎาคม 2563
257

กองทุนบัวหลวง มองบวกหุ้นไทยยังมีอัพไซด์ต่อถึงปี64 ทำผลตอบแทนรวมปันผลเฉลี่ย 6-7% หากจีดีพีไทยขยายตัว 3-4% ยังแนะเพิ่มน้ำหนักกลุ่มค้าปลีก -โรงพยาบาล-พลังงานไฟฟ้า พร้อมกระจายความเสี่ยงหุ้นต่างประเทศมากขึ้น เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน ชูพอร์ตเก็บเงินระยะยาวเกิน10ปี ควรมีสัดส่วนลงทุนหุ้นทั้งในและต่างประเทศ 75%ของพอร์ต

นายสันติ ธนะนิรันด์ ประธานจ้าหน้าที่ลงทุน หรือ CIO บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM (กองทุนบัวหลวง) เปิดเผยว่า บริษัทยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยจะกลับมาดีขึ้นในปี2564 แต่ยังดีไม่ดีเท่ากับในปี2561 หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ที่ 3-4% มองผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นไทยรวมปันผลเฉลี่ยอยู่ที่6-7%

ดังนั้นดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้มั่นใจว่า ยังมีอัพไซด์และดาวน์ไซด์ค่อนข้างจำกัดแล้ว ไม่มีโอกาสที่ดัชนีจะลงลึกเหมือนช่วงเดือนมี..2563 หลังจากธปท.เข้ามาดูแลตลาดเงินมากขึ้น และอาจมีการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสองได้ แต่เชื่อว่าเรายังคุมได้อยู่โดยไม่น่ามีการปิดเมืองอีกรอบ ส่วนทางด้านเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพิงส่งออกและท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้การคิดค้นวัคซีนรักษาโควิด-19 จะยังเป็นตัวสำคัญในการกลับมาของเศรษฐกิจและตลาดเงินทั่วโลก

สำหรับกลุ่มหุ้นไทยที่ยังน่าสนใจเข้าลงทุน ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มพลังงานไฟฟ้า ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอยู่

ผลตอบแทนจากหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ลงทุนอื่นในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำทั่วโลกแม้ในระยะสั้นหุ้นเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมต่างได้รับผลกระทบจากโควิด-19ก็ตาม แต่ยังมีหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวขอสังคมเมือง ที่มีความน่าสนใจ

นายสันติ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ นักลงทุนสามารถทยอยเข้าสะสมได้ แม้ว่า พีอีหุ้นไทยอยู่ในระดับสูงก็ตามแต่ในปี 2564 คาดว่า พีอีหุ้นไทยอยู่ที่ 16 เท่า ยังใกล้เคียงกับตลาดหุ้นต่างประทศอย่างตลาดหุ้น S&P คาดว่าพีอีอยู่ที่17-18เท่า และระยะสั้นถ้าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ในอีก6เดือน ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นไปก่อน

อย่างไรก็ตามหุ้นไทยยังมีอุปสรรค จากธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดฯ ส่วนใหญ่ผูกติดกับวัฏจักรเศรษฐกิจ เช่นธนาคาร น้ำมัน และเป็นธุรกิจที่ถูก ดิสรับของเทคโนโลยี  ดังนั้นระยะยาวแล้วจึงขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จุดนี้ภาครัฐพยายามแก้ไขปัญหา

ดังนั้นเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากการลงทุน แนะนำว่า ผู้ลงทุนควรกระจายการลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มหุ้นจีน ยังเป็นกลุ่มที่น่าลงทุนมากที่สุด

อีกทั้งจัดพอร์ตลงทุนควรกระจายการลงทุนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการลงทุนความเสี่ยงที่รับได้ รวมถึงอายุหากเดิมมีสินทรัพย์เสี่ยงอยู่น้อยเกินไป ก็ควรเพิ่มสัดส่วนนี้

สำหรับนักลงทุนที่รับเสี่ยงและลงทุนยาวเกิน10ปีได้ เชควรจัดพอร์ตลงทุนมีหุ้นสัดส่วน75%ทั้งหุ้นไทยและต่างประเทศส่วนที่เหลือแบ่งลงทุนในตราสารหนี้ กองรีท กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ โดยเน้นมุมมองการลงทุนในระยะยาวทยอยลงทุนในภาวะที่ตลาดย่อตัวลงมา ไม่ควรเก็งกำไรระยะสั้น

"สิ่งที่สำคัญในการลงทุน นอกจากกระจายการลงทุนแล้วยังต้องวางแผนการลงทุนด้วย เพราะในช่วงโควิด-19 ที่เศรษฐกิจชะลอตัว จำเป็นต้องเตรียมสภาพคล่องมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่จะให้ผ่านช่วงนี้ไปได้ และคนวัยทำงานควรวางแผนรองรับวัยเกษียณให้มีเงินใช้เพียงพอ โดยความสม่ำเสมอในการสมทบเงินลงทุน และความอดทนต่อความผันผวน ส่วนคนที่เกษียณแล้วต้องกระจายการลงทุนให้เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องมีสัดส่วนหุ้นที่สูงเหมือนในอดีต แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา เพราะตลาดการเงินยังมีความผันผวนอยู่ ควรจัดสรรลงทุนตามกรอบเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีวินัย

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง