กฟผ.ชงบอร์ดลุยสร้างคลังก๊าซอ่าวไทย 5 ล้านตัน

กฟผ.ชงบอร์ดลุยสร้างคลังก๊าซอ่าวไทย 5 ล้านตัน
22 กรกฎาคม 2563
240

กฟผ.เสนอบอร์ด ไฟเขียวแผนลงทุนสร้างคลังรับจ่ายแอลเอ็นจีลอยน้ำ พื้นที่อ่าวไทย 5 ล้านตันต่อปี วงเงิน 24,500 ล้านบาท

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.เตรียมนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ บอร์ด กฟผ. ที่มี นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ในเร็วๆนี้ พิจารณาอนุมัติแผนลงทุนก่อสร้างโครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซแบบลอยน้ำ (Floating Storage and Regasification Unit หรือ FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ขนาด 5 ล้านตันต่อปี ของ กฟผ. หลังทำการศึกษาโครงการฯเสร็จสิ้นแล้ว

 

โดยหากบอร์ด กฟผ. เห็นชอบตามแผนลงทุนฯที่นำเสนอแล้ว กฟผ.ก็จะเดินหน้าออกประกาศเอกสารเชิญชวน(TOR)การประมูล เพื่อจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมาก

 

“เดิมโครงการนี้ กฟผ.ต้องการใช้ก๊าซฯแค่ 3 ล้านตันต่อปี แต่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนภาครัฐจึงขยายเป็น 5 ล้านตันต่อปี ซึ่งปริมาณก๊าซฯที่นอกเหนือจากความต้องการใช้ กฟผ.ยังสามารถเปิดโอกาสให้ผู้อื่นเข้ามาใช้ก๊าซฯได้ด้วย แต่ก็ต้องแก้ไขพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 เพื่อให้ กฟผ.มีความคล่องตัว และสามารถทำธุรกิจ LNG ได้”

สำหรับโครงการ FSRU ขนาด 5 ล้านตันต่อปี ของ กฟผ. มีการศึกษาความเป็นไปได้โครงการฯจะใช้วงเงินลงทุนประมาณ 24,500 ล้านบาท ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เพื่อนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จัดส่งให้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ซึ่งเป็นการศึกษาตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อปี 2559 ที่ได้มีการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA)

 

รวมถึง จัดงานด้านมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ชี้แจงรายละเอียดแก่หน่วยงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีการกำหนดจัดรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนจัดเตรียมเอกสาร(TOR) เอาไว้พร้อมแล้ว และมีความพร้อมที่จะเริ่มลงทุนได้ภายใน ปี 2563 ระยะเวลาก่อสร้าง 4 ปี หรือ เสร็จสิ้นปี 2567 ซึ่งจะสนับสนุนการนำเข้า LNG เพื่อมาป้อนเป็นเชื้อเพลิงให้กับ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ส่วนเพิ่ม กำลังผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์ ของ กฟผ. แบ่งเป็น 2 โรง ขนาดกำลังการผลิต 700 เมกะวัตต์แรก จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2569 และอีก 1,400 เมกะวัตต์ จ่ายไฟฟ้าปี 2570 เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเขตนครหลวง ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี2561-2580 (PDP 2018)

 

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ตามมติ กพช. เมื่อปี 2559 ให้ กฟผ.เป็นผู้ศึกษาฯและลงทุนก่อสร้างโครงการ FSRU ขนาด 5 ล้านตันต่อปี พื้นที่อ่าวไทย แต่ยังไม่มีมติให้เป็นผู้จัดหาและนำเข้า LNG ในปริมาณ 5 ล้านตันต่อปีได้ ซึ่งการจะจัดหา LNG ดังกล่าว ยังต้องรอการอนุมัติในหลักการตามกระบวนการของภาครัฐก่อน ซึ่งหากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง) และ กพช. พิจารณาปรับแผนปรับโครงสร้างการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติใหม่ก่อน

 

โดยหากมีมติเปิดกว้างให้แข่งขันเสรีเต็มรูปแบบ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper) ในประเทศทั้ง 5 ราย คือ ปตท.,กฟผ, และเอกชนอีก 3 ราย คือ กัลฟ์ฯ, หินกองฯ และ บี.กริมฯ ก็จะมีสิทธิเข้าร่วมการประมูลแข่งขันจัดหา LNG ราคาต่ำที่สุด เพื่อป้อนให้กับโครงการ FSRU ของ กฟผ.ได้ ก็จะเป็นโอกาสสำหรับ LNG Shipper รายใหม่ๆ และประเทศก็จะได้ประโยชน์จากต้นทุนราคาก๊าซฯ ที่เกิดจากการแข่งขัน ซึ่งจะสะท้อนผ่านไปยังค่าไฟฟ้าของประชาชนทั่วประเทศในอนาคต

 

นอกจากนี้ กฟผ.ก็จะมีรายได้จากการคิดบริการค่าผ่านท่อก๊าซฯด้วย เนื่องจากการลงทุนในโครงการนี้ฯ จะมีการก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซฯเส้นใหม่ เพื่อป้อนก๊าซฯไปยังโรงไฟฟ้าพระนครใต้โดยตรง ซึ่งจะมาเสริมความมั่นคงจากจัดหาก๊าซฯเพิ่มขึ้น จากปัจจุบัน การจัดส่งก๊าซฯฝั่งตะวันออกจากมาบตาพุดของ ปตท.มีความกระจุกตัว ซึ่งหากเกิดปัญหาขัดข้องขึ้น จะกระทบต่อการจัดส่งก๊าซฯในระบบทั้งหมด ดังนั้น หากมี โครงการ FSRU อ่าวไทยเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงลง

 

อีกทั้ง การจัดหาและนำเข้า LNG ปริมาณ 5 ล้านตันต่อปีดังกล่าว จะไม่มีผลกระทบต่อสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติหลัก หรือ Global DCQ ที่ กฟผ. ลงนามไว้กับ ปตท. และไม่ก่อให้เกิดปัญหาไม่ได้ใช้ก็ต้องจ่ายเงิน (Take or Pay) แต่อย่างใด

 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง