ลุ้นแนวต้านสำคัญ 1,420 จุด หากการเมืองไม่วุ่นวาย

ลุ้นแนวต้านสำคัญ 1,420 จุด หากการเมืองไม่วุ่นวาย
13 กรกฎาคม 2563 | โดย ทวีรัชต์ มัททวีวงศ์ | คอลัมน์ คุณฉุยคุยเอง
613

ช่วงนี้หากไม่มีข่าวร้ายหนักๆ เกิดขึ้นในไทย ดัชนีปรับฐานแล้วไม่หลุด 1,340-1,350 จุดลงมา ดังนั้นควรเลือกหุ้นพื้นฐานดีๆ มีอนาคต และราคาหุ้นไม่สูงเกินไป ทยอยซื้อหุ้นเข้าพอร์ตเก็บไว้ และลุ้นขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญ 1,380, 1,400, 1,417-1,420 จุด ต่อไป

1.ดัชนีดาวโจนส์ (DJIA) 8-07-2563 ดัชนีดาวโจนส์ +177.10 จุด หรือ +0.68% สู่ระดับ 26,067.28 จุด, S&P500 ปิดที่ 3,169.94 จุด เพิ่มขึ้น 24.62 จุด หรือ +0.78% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,492.50 จุด เพิ่มขึ้น 148.61 จุด หรือ +1.44%, โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมทั้งความหวังที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง, เมื่อนายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ว่า อัตราว่างงานของสหรัฐมีแนวโน้มลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 8% หรืออาจลดลงมาอยู่ที่ระดับ 7% ภายในสิ้นปี 2563, แม้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐยังคงเพิ่มขึ้นก็ตาม

ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนซึ่งจะทยอยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในสัปดาห์หน้า, FED เปิดเผยว่า FED มีมาตรการผ่อนคลายจำนวนมากและยังสามารถดำเนินการได้อีกมาก รวมทั้งการเห็นสัญญาณเชิงบวกจากบริษัทใหญ่ต่างๆ ทั่วโลกจะเริ่มทยอยจำหน่ายยารักษา และวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ในช่วงปลายปี-ต้นปีหน้า กระตุ้นความหวังสถานการณ์ COVID-19 เริ่มเข้าสู่จุดสิ้นสุดแล้ว ทำให้ตลาดฯ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐ-โลกจะฟื้นตัวขึ้นในระยะต่อจากนี้

2.ดัชนีดาวโจนส์ หลังจากปรับตัวลงมาแตะระดับ 25,000 จุด ได้กลับมายืนเหนือ ระดับ 26,000 จุด เป็นการกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทุกๆเส้น ถือเป็นปัจจัยบวกที่ดี และ Indicators (MACD, 14RSI, Slow Stochastic) เริ่มสั่งเป็นสัญญาณซื้อขึ้นมาใหม่อีกรอบ, หากเด้งกลับไป แล้ว ไม่สามารถทะลุ 26,700 – 27,600 จุดได้ ต้องระวัง จะเป็นการเด้งเพื่อขายหุ้นมากกว่า ตีกลับยาวๆ, แต่หากผ่าน26,700 – 27,600 จุดขึ้นไปได้ การฟื้นตัวอย่างรุนแรงของดัชนีดาวโจนส์จะกลับมา แม้ว่า จะฝ่าด่านปัจจัยลบต่างๆที่ถาโถมสหรัฐในช่วงนี้ก็ตาม, และจะได้รับการยืนยันจาก Indicators Weekly (MACD, 14RSI, Slow Stochastic) กลับมาสั่งเป็นสัญญาณซื้ออีกครั้ง

3.Worldometer รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้อยู่ที่ 12,000,792 ราย และยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 547,808 ราย, สหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงสุดในโลก (3,099,095) รองลงมาคือบราซิล (1,674,655), อินเดีย (753,354), รัสเซีย (700,792), เปรู (309,278) และชิลี (301,019)

4.ราคาน้ำมันดิบ WTI ในตลาด NYMEX  9-07-2563 อยู่ที่ 40.90 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความคาดหวังว่าความต้องการน้ำมันจะฟื้นตัวขึ้น หลังจาก EIA ระบุว่าสหรัฐนำเข้าน้ำมันดิบ 7.39 ล้านบาร์เรล/วันในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก5.97 ล้านบาร์เรล/วันของสัปดาห์ก่อนหน้า รวมถึงสต็อกน้ำมันเบนซินของสหรัฐที่ลดลง 4.8 ล้านบาร์เรล ปรับลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.2 ล้านบาร์เรล, EIA รายงานสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 5.7 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา สวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะลดลง 3.7 ล้านบาร์เรล, ราคาน้ำมันดิบ WTI กำลังทดสอบแนวต้าน EMA 200 วัน = 41 – 42 ดอลลาร์/บาร์เรล หากรอบนี้ สามารถ ตีทะลุผ่านขึ้นไปได้ จะส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงานและ ปิโตรเคมี (PTT PTTEP PTTGC TOP IVL) ทันที และ เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ (Big Market Cap.) หากหุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตาม

5.ค่าเงินบาท/ดอลลาร์ วันที่ 9-07-2563 เงินบาทอยู่ที่ 31.19 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อย สอดคล้องกับค่าเงินเอเซียส่วนใหญ่ โดยความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ในหลายประเทศทั่วโลกที่ยังสูงมากอย่างต่อเนื่องส่งผลให้นักลงทุนลดความเสี่ยงและกดดันค่าเงินเอเซียโดยรวม, ค่าเงินบาท หากยังไม่ตีทะลุ 31.50 บาท/ดอลลาร์ ขึ้นไป ถือว่าเป็นผลดี แต่หากทะลุ 31.50 บาท/ดอลลาร์ขึ้นไปได้ แรงขายต่างชาติและกองทุน อาจจะหนักเพิ่มขึ้น ต้องระวังให้ดีครับ, แต่จากสถาการณ์โควิดในไทยมีพัฒนาการที่ดีมากขึ้นถือเป็นปัจจัยบวก ปัจจัยลบเรื่อง การเมืองไทย หลังจาก กลุ่ม 4 กุมารประกาศลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ จะมีการปรับครม. อย่างไร ต้องคอยติดตามให้ดีๆ ครับ

6.รอประกาศผลการดำเนินงาน งวดไตรมาส 2/63 คาดว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 โดยรวมๆ น่าจะยังไม่ดีขึ้น หุ้นบริษัทจดทะเบียนหลายๆตัวจึงมีแรงขายออกมาเพื่อรอการประกาศงบ ไตรมาส 2/63 ให้แล้วเสร็จเสียก่อน, งบไตรมาส 2/63 ของสถาบันการเงิน จะประกาศในเดือน ก.ค. 63 ส่วนบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ ทั่วๆไปจะประกาศในกลางเดือน สิงหาคม 2563, ดังนั้น งานของท่านนักลงทุนช่วงนี้ คือ ทำการบ้านด้านปัจจัยพื้นฐาน ว่า บริษัทไหนที่คาดว่า ผลการดำเนินงานจะออกมาดี และมีแนวโน้มเติบโต หาฟังเจาะลึกข้อมูลใน Opportunity Day ของตลาดหลักทรัพย์ (www.set.or.th) เมื่อเจาะลึกข้อมูลได้แล้ว เรามาดูกราฟทางเทคนิค ว่า มีแนวรับ แนวต้าน แนวโน้มสวยหรือไม่ มีปริมาณการซื้อขายสนับสนุนหรือไม่ เพื่อจะหาจังหวะเข้าซื้อ ไม่ว่า จะซื้อเพื่อเก็งกำไร หรือ เพื่อลงทุน สามารถทำได้ทั้งนั้น

7.SET Daily ปริมาณการซื้อขาย 72,680 ล้านบาท,โดยที่, EMA 5 วัน = 1,364 จุด, EMA 10 วัน = 1,360 จุด, 25 วัน = 1,355 จุด, EMA 50 วัน = 1,340 จุด, EMA 75 วัน = 1,340 และ EMA 200วัน = 1,417 จุด ตามลำดับ, หลังจาก ผ่านพ้น จุดต่ำสุด 969.08 จุด เมื่อวันที่ 13/03/2563 SET สร้างจุดต่ำยกสูงขึ้น เป็นบันไดขาขึ้น เกิดจุดตัดทองคำ (Golden Cross) ทะลุผ่านแนวต้านสำคัญ EMA 75 วัน = 1,300 - -1,310 จุดขึ้นมาได้ ขึ้นไปทดสอบ EMA 200 วัน = 1,430 จุด โดยประมาณได้ สามารถผ่านขึ้นไปได้ แต่ยืนไม่ได้ ก่อนจะมีแรงขายเททำกำไรลงมา ทำให้ดัชนี หลุด ต่ำกว่า 1,400–1,410 จุด

8.SET Weekly โดยที่ EMA 5 week = 1,361 จุด, 10 week = 1,346 จุด, 25 week = 1,366 จุด, 50 week = 1,440 จุด, 75 week = 1,488 จุด, 200 week = 1,543 จุด ตามลำดับ, จะพบว่า ดัชนีหุ้นไทย สามารถเหวี่ยงตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดรอบนี้ที่ 1,454.95 จุด ถือว่า ขึ้นไปชนแนวต้าน EMA 50 week = 1,454 จุด แบบพอดีๆ แต่ไม่สามารถผ่านไปได้ จึงปรับฐานลงมาเพื่อสร้างฐานก่อน, ปัจจุบัน ได้เริ่มเหวี่ยงตัวกลับมายืนเหนือ 1,360 จุด ได้ หากยืนได้ต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณบวกที่ดี และหาก MACD weekly > 0 จะยิ่งยืนยัน (Confirm) ว่า ดัชนีหุ้นไทยเรา กลับตัวเพื่อขึ้นต่อได้

สรุป หลายๆ ประเทศ เริ่มทยอยๆ ปลดล็อคเปิดประเทศกันมากขึ้น มาตรการต่างๆ ได้เริ่มผ่อนคลายทั่วโลก, หลายฝ่ายยังกังวลการแพร่ระบาดรอบ 2, 3 ของโควิด-19 ต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องทั่วโลก, รอประกาศผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2/63 ที่กลุ่มสถาบันการเงิน จะทยอยประกาศออกมาในสัปดาห์นี้, ค่าเงินบาทของไทยหลังจากปรับตัวลงมา (ค่าเงินบาทแข็งค่า) ปัจจุบันเริ่มจะอ่อนค่า อย่าให้ทะลุ 31.50 บาท/ดอลลาร์ จะดีกว่า, สถาบันภายในประเทศและต่างชาติ เริ่มกลับมาซื้อสุทธิสลับขายสุทธิบ้าง,

หากดู แนวโน้มการบริหารจัดการโควิต 19 และพัฒนาการต่างๆ ของไทย น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง, ปัจจัยลบเรื่องการเมืองไทย หลังจากกลุ่ม 4 กุมารประกาศลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ จะมีการปรับ ครม.อย่างไร ต้องคอยติดตามให้ดีๆ เพราะจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้น หากการเมืองไม่นิ่ง, ช่วงนี้หากไม่มีข่าวร้ายหนักๆ ดัชนีปรับฐานแล้ว ไม่หลุด 1,340 – 1,350 จุด ลงมา เลือกหุ้นพื้นฐานดีๆ มีอนาคตและราคาหุ้นไม่สูงเกินไป ทยอยๆ ซื้อหุ้นเข้าพอร์ตเก็บไว้, ลุ้นขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญ 1,380, 1,400, 1,417–1,420 จุด (EMA 200 วัน),และ 1,450–1,460 จุด ต่อไป

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง