'วีระศักดิ์' อาลัย 'อ.โต้ง' ชายผู้ปกป้องคนตัวเล็กๆ ที่ไร้อำนาจต่อรอง

'วีระศักดิ์' อาลัย 'อ.โต้ง' ชายผู้ปกป้องคนตัวเล็กๆ ที่ไร้อำนาจต่อรอง

"วีระศักดิ์" ร่ายยาวจากใจถึง "ไกรศักดิ์" ชายผู้ปกป้องคนตัวเล็กๆ ที่ไร้อำนาจต่อรอง ผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการอันน่าตึงเตรียดทางการเมืองด้วยความอารมณ์ดี

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 63 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เขียนบรรยายความรู้สึกจากใจถึง อ.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หรือ อ.โต้ง อดีตสมาชิกวุฒิสภา โดยเนื้อหาระบุว่า ...

อ.ไกรศักดิ์ หรือ พี่โต้ง เป็นผู้ที่ผมได้สัมผัสตั้งแต่ปี 2531 เมื่อ อ.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งผมเป็นผู้ช่วยวิจัยและเลขานุการวิชาการมาตั้งแต่ขณะที่ผมยังเรียนกฎหมายอยู่ชั้นปีที่ 3 ได้กำหนดให้ผมตามท่านมาช่วยทำงานต่ออีกที่ "บ้านพิษณุโลก" ทุกวัน หลังเสร็จจากการเรียนปี 4 ที่คณะนิติศาสตร์จุฬาฯ

ที่บ้านพิษณุโลก..ผมจึงได้รู้จักกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร อ.ชวนชัย อัชนันท์ อ.ณรงค์ชัย อัครเศรณี และมี อ.บวรศักดิ์ อุวรรโณ ที่ผมเรียนวิชากฎหมายมรดกกับท่านมาก่อนแล้ว ตั้งแต่อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ตอนปี 3 และแน่นอน ได้พบ คุณพันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ และ อ.โต้ง ไกรศักดิ์ ชุณหวัณ ซึ่งมักจะนั่งใช้ความคิดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยกันแทบทั้งวัน..ทุกวัน

อ.โต้ง เป็นคนอารมณ์ดีเสมอ...เกรงใจพวกเด็กๆ เจ้าหน้าที่ที่มาทำงานในบ้านพิษณุโลกทุกคน

สำเนียง อ.โต้ง จะช้าๆ นุ่มๆ พอๆ กับน้ำหนักตัว และด้วยความเป็นนักนิยมงานศิลปะและดนตรี ด้วย อ.โต้ง จึงมีท่าทีผสมผสานแบบนักคิดแนวเซอร์ๆ จึงไม่มีใครต้องหวั่นกลัวชายมีหนวดและดวงตากลมโตผิวคล้ำคนนี้..มีแต่ชื่นชอบและอยากเข้าไปสนทนาหาความคิดที่แยบคาย และขี้เล่นของท่านเสมอ

แต่ที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผมคือ ความสนใจที่จะปกป้องคุ้มครองคนตัวเล็กๆ ที่ไร้อำนาจต่อรอง เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มคนไร้สัญชาติ คนไร้ที่พึ่งตามชายขอบ ผู้ใช้แรงงาน ฯลฯ ของ อ.โต้ง

อ.โต้ง สนใจเรื่องป่า น้ำ ภูเขา ทะเล สัตว์ป่า สิ่งแวดล้อม สนใจประเทศที่ยังยากจน และห่วงผู้อพยพจากภัยต่างๆ ทูตต่างประเทศ นักวิชาการ นักวิจัย และเอนจีโอกลุ่มนั้นนี้แวะเวียนมาเข้าพบกับ อ.โต้ง ทุกวัน บางครั้งผมมีเวลาก็ถูกชวนให้นั่งฟังการสนทนาไปด้วย จึงสัมผัสได้เสมอว่า อ.โต้ง จริงใจ ทุ่มใจ ให้ประเด็นเหล่านี้แบบไม่มีวอกแวก

ครั้นพอบ่ายแก่ๆ ทีมที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่มีเงินเดือนอะไรจากทางการก็จะทยอยมาถึง และแบ่งกันรับประเด็นหรือนำประเด็นที่ไปขบคิด มาวิเคราะห์กันในรูปการสนทนา แล้วต่างก็แยกไปผลิตเอกสารย่อประเด็นมาเพื่อใส่แฟ้มเตรียมนำไปเสนอให้ท่านนายกฯ ชาติชาย ที่บ้านราชครูต่อช่วงเย็นค่ำ

บางครั้งผมก็ไปด้วยจนดึก..

อ.โต้ง เอาจริงเอาจังกับการนำทีมบรีฟนายกฯ ชาติชาย มาก..บ่อยครั้งที่ต้องรอจนค่ำ ดังนั้น นอกจากที่บ้านพิษณุโลกแล้ว..บ้าน อ.โต้ง ซึ่งอยู่เรือนคนละหลังกับเรือนตึกของนายกฯ ชาติชาย จึงเป็นอีกที่หนึ่งที่มีทั้งพวกเราจากบ้านพิษณุโลกและทีมศิลปินแนวชีวิต เอนจีโอ และนักคิดจากต่างทิศและต่างถิ่นมานั่งปนๆ กันอยู่เสมอ

วันหนึ่ง พล.อ.ชาติชาย ตัดสินใจเคลียร์ความไม่ลงตัวใน ครม. ด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อกลับมาจัดรัฐบาลใหม่

ทีมบ้านพิษณุโลกซึ่งเคยส่งผมไปดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานวุฒิสภาในเวลานั้น ก็เลยต้องได้รับบทหนักในการรับลูกต่อเพราะประธานวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญขณะนั้นเป็นฉบับปี 2521 ซึ่งกำหนดให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา ผมจึงมีหน้าที่รับเอกสารที่มีลายเซ็นของ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรเวลานั้นมาดำเนินการต่อให้เรียบร้อยร่วมกับเลขาธิการรัฐสภา เพื่อส่งขึ้นให้ประธานรัฐสภา (ร.ต.ต.วรรณ ชันซื่อ) นำความขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

สมัยนั้นผู้ใหญ่เกรงว่าจะมีใครมาทำอะไรให้ประธานรัฐสภาไม่ปลอดภัยหรือกดดันให้ท่านไม่สามารถทำหน้าที่สำคัญนี้ได้

บ้านส่วนตัวของ อ.โต้ง ก็จึงถูกขอใช้เป็นที่พักรอลับๆ ของท่านประธานรัฐสภา โดยมีผู้จัดการรัฐบาลอย่าง ท่านบรรหาร ศิลปอาชา และทีมบ้านพิษณุโลกบางท่านเท่านั้นที่ได้รับสิทธิพิเศษให้มาอยู่ด้วย ก่อนถึงเวลานำเอกสารสำคัญเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

อ.โต้ง จึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการอันน่าตึงเตรียดทางการเมืองด้วยความอารมณ์ดีอีกเรื่องให้พวกเราที่เคยเกี่ยวข้องได้เอามาคุยระลึกกันอีกในช่วง 30 ปีหลังด้วยรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม.. นั่นคือฉากจำแรกที่ 30 ปีผ่านไป ผมก็ยังไม่เคยลืม

ตัดฉากมาอีกทีก็ตอน อ.โต้ง ช่วยท่าน พล.อ.ชาติชาย ทำพรรคชาติพัฒนาที่แยกออกมาจากพรรคชาติไทย ผมยังได้รับความเมตตาชวนมานั่งคิดนั่งคุยในฐานะน้องเก่าจากทีมเด็กบ้านพิษณุโลกต่อไป แต่คราวนี้มักย้ายฐานมาอาศัยใช้สำนักงานที่อาคารเป็นตึกคอนกรีตชื่อ ลาเมซอง ที่นั่น อ.โต้ง ก็ยังมีแขกกลุ่มที่ทำงานกับนักต่อสู้เพื่อคนไร้เสียงมาแลกเปลี่ยนสนทนาเช่นเคย ตกเย็นก็มักไปที่เรือนส่วนตัวของ อ.โต้ง เล่นดนตรีกันเป็นวงจนดึก ซึ่งผมมักปลีกตัวหลบกลับบ้าน ก่อนเพราะมีงานเช้าตรู่รออยู่เสมอ

คนต่างวัย..หัวใจจากต่างพรรค แต่ล้วนเป็นพวกเดียวกัน มาทำให้บ้าน อ.โต้ง เป็นเหมือนเขตปลอดศัตรู..ทุกคนมาจากต่างฐาน แต่มาอย่างมิตรทั้งสิ้น ในราว 30 ปีก่อน ผมเคยเป็นทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านร่วมกับ อ.โต้ง (ขณะนั้นอาจารย์เป็นหนึ่งในผู้บริหารของพรรคประชาธิปัตย์) ผมจึงมีโอกาสได้นั่งใกล้อ.โต้ง ในสภาอีกบ่อยๆ บางครั้งแม้ผมกลายเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไป..แต่เราก็ยังสามารถนั่งข้างกันในสภาได้โดยไม่รู้สึกแตกต่าง

อ.โต้ง ยังคงอารมณ์ขัน แต่หนักแน่นด้วยควมห่วงใยคนไร้เสียงไร้พลังนอกสภาเสมอ

ฉากนี้แม้ห่างจากฉากแรกกว่า 20 ปี แต่สิ่งที่เหมือนเดิมตลอดคือ ความอบอุ่นจริงใจและความเกรงอกเกรงใจ แต่มั่นคงทางความคิดความห่วงใยให้กลุ่มผู้ไร้เสียง

ตัดฉากอีกที ก็คือการได้ไปสนับสนุนให้กำลังใจ อ.โต้ง ที่หอศิลป์ กทม. ที่ อ.โต้ง พยายามผลักดันให้เกิดมาตั้งแต่ยุค พล.อ.ชาติชาย จะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ เพิ่งมาสำเร็จตอน อ.โต้ง เป็นประธานที่ปรึกษาผู้ว่า กทม. ผมเป็นเลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนต์แห่งชาติที่เคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีวัฒนธรรมมาก่อนจึงมีเหตุและมีสาระที่มาสนทนาแลกเปลี่ยนทรรศนะกับ อ.โต้ง และทีมได้ต่อ เห็นได้ชัดว่า อ.โต้ง ก็ยังคงเมตตาและเอาใจใส่ดูแลและช่วยเหลือเหล่าศิลปินและคนรักศิลปะอย่างอบอุ่นเช่นเคย

ตัดฉากท้ายมาที่ การไปเยี่ยม อ.โต้ง พร้อม อ.สุรเกียรติ์ เมื่อทราบว่าอาการทรุดลง โดยพี่ชัชวาลและคุณโจ้ช่วยประสานเวลานัดเยี่ยมให้ แม้ อ.โต้ง จะส่งเสียงพูดคุยไม่ถนัดแล้วแต่สายตาและท่าทีก็ยังเปล่งประกายแห่งความอบอุ่นเมตตา..เหมือนเดิม..หูของ อ.โต้ง ยังชอบฟังเรื่องราวของการต่อสู้เพื่อความยั่งยืน มือของ อ.โต้ง ยังคงโบกเบาๆ อย่างนุ่มนวลให้กำลังใจแก่คนที่สุขภาพแข็งแรงกว่าให้กลับออกไปสู้ต่อ..ทำต่อในแนวทางที่เป็นธรรมเป็นประโยชน์แก่ผู้ยากลำบากและไร้เสียง..ไร้อำนาจต่อไป

ผมรู้สึกขอบคุณชะตาชีวิตที่ทำให้ได้มาเข้าใกล้ จึงได้ร่วมรับรู้ชุดความคิดและการแสดงออกอย่างอบอุ่นสม่ำเสมอของ อ.โต้ง ชายผู้เป็นหลานแท้ๆของจอมพลผู้เเข็งกล้า..ลูกชายคนเดียวของนายกรัฐมนตรีผู้เป็นที่ยกย่องอย่างยิ่งในทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ

อ.โต้ง เป็นตำนานอีกคนของตระกูลชุณหะวัณ..ที่น่าจดจำ แม้เย็นนี้ อ.โต้ง จากไปอย่างสงบ..แล้ว แต่ความสุภาพอ่อนโยนจริงใจ และความเอาใจใส่ในผู้มีน้อยกว่าของอาจารย์จะเป็นดั่งครูของพวกเรา ที่ติดตาประทับใจไปในฐานะตำนานให้ฝึกตาม ขอให้ความดีงามที่อาจารย์ได้มอบไว้ต่อสังคมคนยากไร้และความจริงใจอบอุ่นที่มอบแด่มิตรทุกสายได้คุ้มครองส่งอาจารย์ให้ไปอย่างสุขและสบาย..ในแดนสุขาวดีที่งดงาม