เฟดคงดอกเบี้ยตามคาดส่งสัญญาณตรึงยาวถึงปี65

เฟดคงดอกเบี้ยตามคาดส่งสัญญาณตรึงยาวถึงปี65
11 มิถุนายน 2563
674

เฟดคงดอกเบี้ยตามคาดส่งสัญญาณตรึงยาวถึงปี 2565 ขณะเพิ่มวงเงินคิวอี

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในวันนี้ และยืนยันว่า เฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าว จนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และบรรลุเป้าหมายของเฟดในการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพของราคา

ขณะเดียวกัน เฟดคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 6.5% ในปีนี้ ก่อนที่จะดีดตัวขึ้น 5% ในปี 2564 และเฟดยังส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% จนถึงปี 2565

นอกจากนี้ เฟด ยังระบุว่าจะยังคงเพิ่มการถือครองพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) โดยเฟดจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน และซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (เอ็มบีเอส) ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์

“การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสก่อความทกุข์ยากต่อมนุษย์และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทั้งสหรัฐและทั่วโลก วิกฤตด้านสาธารณสุขที่กำลังเกิดขึ้น จะฉุดรั้งอย่างหนักต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อในระยะสั้น รวมถึงเป็นความเสี่ยงใหญ่หลวงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะยาว”คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐกล่าว

เฟดระบุด้วยว่าจะยังคงดำเนินการเพื่อรับประกันว่าครัวเรือนต่างๆและภาคธุรกิจจะสามารถเข้าถึงสินเชื่อ ด้วยการเดินหน้าเข้าซื้อสินทรัพย์ต่างๆ อย่างเช่นพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันต่อไป

ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 0% ในเดือนมีนาคม และอัดฉีดเงินล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่เศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เฟดเพิ่งขยายโครงการ Main Street Lending Program โดยเพิ่มความหลากหลายของประเภทเงินกู้ และจะเปิดโอกาสในการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ทั้งนี้ โครงการ Main Street Lending Program จะมีการปล่อยเงินกู้ให้กับธุรกิจที่มีการจ้างงานไม่เกิน 15,000 คน และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 5 พันล้านดอลลาร์ โดยเฟดทำการปรับข้อกำหนดดังกล่าวจากเดิมที่มีการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่มีการจ้างงานไม่เกิน 10,000 คน และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 2.5 พันล้านดอลลาร์

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง