'ดับเครื่องแฉ' ปมชิงผู้นำ 'พรรคพลังประชารัฐ'

'ดับเครื่องแฉ' ปมชิงผู้นำ 'พรรคพลังประชารัฐ'
2 มิถุนายน 2563
18,173

"เบื้องหลังเขาข่มขู่ ผมจะเปิดโปงเรื่องนี้ต่อไป คิดว่าเขาลาออกเกินครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว เพราะเขาเรียกไปบี้"

การยื่นใบลาออกจากกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 18 คน ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของจำนวน 34 คน ได้ส่งผลโดยอัตโนมัติ ให้นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค รวมถึงกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดต้องพ้นจากตำแหน่ง หลังจากมีความเคลื่อนไหวของขั้วการเมืองในพรรคต้องการยึดอำนาจการบริหาร โดยเปลี่ยนตัวผู้นำพรรค

นายอุตตม ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจถึงประเด็นร้อนนี้ว่า ถ้าจะมีกรรมการบริหารพรรคลาออก ก็สามารถทำได้ ในกระบวนการทางการเมืองของพรรค เดี๋ยวรอดูว่าเป็นอย่างไร การดำเนินการต่อไป มีกระบวนการตามระเบียบข้อบังคับพรรค 

“โดยการเปลี่ยนแปลงในพรรคจะต้องมาจาก ส.ส. เสียง ส.ส.ส่วนใหญ่ว่าอย่างไร ก็เป็นเช่นนั้น สุดท้ายต้องขึ้นกับ ส.ส.ว่าต้องการเห็นพรรคเดินไปทิศทางไหน ตามหลักการแต่ละกลุ่มในพรรคต่างมีสัดส่วนกรรมการบริหาร และต้องฟังเสียงว่า กลุ่มเขามีใครบ้าง แล้วเขาเห็นอย่างไร”

แม้จะเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง “เป็นเรื่องปกติ” แต่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็มองว่า “ความเห็นต่างมีได้ ต้องคุยกันได้ พวกผมตั้งใจมาทำงานตั้งแต่ต้น นายกฯก็ให้ความไว้วางใจให้ทำงานต่อ เราก็พร้อมเดินหน้าต่อไป และต้องฟังเสียง ส.ส.เขาเอาอย่างไร ก็เอาตามนั้น” 

สำหรับผู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ที่มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรค

ด้วยนั้น นายอุตตม ระบุว่า "ผมว่าไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องตัวคน เรื่องการช่วงชิงอะไรกับใคร วันนี้น่าจะเป็นเวลาที่ทำงานให้ประเทศและประชาชนมากกว่า ส.ส. ของเราจะได้มีบทบาทอย่างเต็มที่ ผมยังไม่ได้คิดไปถึงการช่วงชิงอะไร”

ขณะที่ พ่อบ้านพรรคที่รับแรงเสียดทานจากศึกภายในมาอย่างต่อเนื่อง อย่างนายสนธิรัตน์ ได้ตอบข้อถามในเรื่องเดียวกัน โดยย้ำหลักการตามกฎกติกาพรรคว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกลไก เมื่อมีการลาออกก็ดำเนินการไปตามข้อบังคับพรรค นำไปสู่การสรรหาตำแหน่งต่างๆ แต่ความจริงในพรรคพลังประชารัฐไม่มีความแตกแยก เพียงแต่มีความแตกต่างทางความคิด 

พลังประชารัฐเป็นพรรคการเมืองหลักพรรคหนึ่งของประเทศ อยากให้ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย อยากให้ฟังเสียง ส.ส.ในพรรค เพื่อให้พรรคเป็นหลักของการเมืองไทยต่อไป เป็นสถาบันที่ทำให้ประชาชนที่เลือกพรรคได้เห็นว่า พรรคเดินหน้าในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย

นายอุตตม ยังเปรียบให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่เกิดจากวิธีคิดระหว่างการเมืองเก่ากับการเมืองปัจจุบันด้วยว่า “ผมคิดว่า ถ้าให้โอกาสการสรรหาในเชิงประชาธิปไตย ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม ถือเป็นสิ่งที่ทำให้พรรคได้รับการยอมรับจริงๆ ไม่ได้มีความแตกต่างอะไร นอกจากวิธีคิดระหว่างการเมืองเก่า กับการเมืองใหม่เท่านั้น ก็หวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะนำไปสู่การเมืองใหม่ที่ดี ทำให้พรรคเป็นพรรคหลักของประเทศต่อไปได้”

"ส่วนตัวผมเห็นว่า นี่ไม่ใช่เวลาของการเมือง เป็นเวลาที่เราต้องรวมกันคิด ว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านั้นให้ประชาชนได้อย่างไร แต่มีคนบางกลุ่มที่คิดว่าจะต้องเร่งทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของใคร อันนี้ผมคิดว่าน่าเสียใจ ผมเชื่อว่าประชาชนไม่อยากเห็นความแตกร้าวทางการเมือง ก็ถือว่าน่าเสียใจอย่างยิ่ง เราถือว่าวุฒิภาวะทางการเมืองเป็นความสำคัญ และน่าเสียดายที่เราไม่ใช้เวลานี้ กับการแก้ปัญหาประชาชน แต่กลับใช้เวลานี้ เพื่อผลประโยชน์บางอย่างของกลุ่มคนบางคน"

ทางเลือกที่ยุติธรรมในการตัดสินเรื่องนี้ นายสนธิรัตน์ ระบุว่า ผมอยากให้การตัดสินใจทั้งหมดขึ้นกับ ส.ส.เพราะเอาองค์ประกอบอื่นมาดูค่อนข้างยาก ผมอยากให้ ส.ส.ของพรรคมีโอกาสร่วมตัดสินใจ นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและเป็นทางออกที่ดีที่สุด ไม่อยากเห็นการใช้การเมืองแบบเก่าๆ เราพยายามปฏิรูปการเมือง จะไม่มีความหมาย หากตัวผู้เล่นไม่คิดจะปฏิรูป ขอร้องว่าทบทวนให้ดีในสิ่งต่างๆ คิดถึงประชาชนมากกว่าคิดถึงตัวเอง

 

ขณะที่เขาตอบคำถามอย่างไม่กั๊ก เมื่อถามถึงใบลาออกจากของกรรมการบริหารพรรคทั้ง 18 คนนั้น ได้เห็นแล้วหรือยัง เขาบี้อยู่แล้ว เบื้องหลังเขาข่มขู่ ผมจะเปิดโปงเรื่องนี้ต่อไป และคิดว่าเขาลาออกเกินครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว เพราะเขาเรียกไปบี้” 

เมื่อถามต่อว่า จะแก้เกมนี้อย่างไร นายสนธิรัตน์ ระบุว่า ก็เข้าสู่ระบบให้ ส.ส.โหวตก่อน ประชุมพรรคไม่ได้หรอก ขนสมาชิกมาหมดก็เจ๊งสิ

คำถามต่อเนื่องว่า การให้ ส.ส.โหวต เพื่อจะให้กรรมการบริหารพรรคชุดเดิมอยู่ต่อใช่หรือไม่ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า "เปล่า โหวตทีละตำแหน่งเลย ไล่มาเลยตั้งแต่กรรมการบริหาร และตำแหน่งต่าง ๆ

 คำถามปิดท้าย ถึงข้อสังเกตในแวดวงการเมือง ถึงการเคลื่อนไหวของนักการเมืองครั้งนี้ ขณะที่เงินกู้ 4 แสนล้านบาทตามพระราชกำหนดกู้เงินฯ เพิ่งผ่านสภาฯและกำลังจะลงสู่ท้องถิ่น จะเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นายสนธิรัตน์ ระบุว่า “ที่เป็นข่าว ใครก็ตามที่ประสงค์เอาเงินฟื้นฟู มาเป็นเกมการเมือง คนนั้นใจร้ายมาก ใครก็ตามที่เล่นเกม เกมนี้ ถือว่าใจร้ายกับประชาชนมาก”

อ่านข่าว-'บิ๊กป้อม' ไม่ตอบ นั่งหัวหน้าพรรค พปชร.

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง