4 พรรคดันตั้งกมธ.สอบเงินกู้ นายกฯ ชี้แจง 4 วันรวด โยนสภาฯ ตกลงกันเอง

4 พรรคดันตั้งกมธ.สอบเงินกู้ นายกฯ ชี้แจง 4 วันรวด โยนสภาฯ ตกลงกันเอง
31 พฤษภาคม 2563
893

ส.ส. 2 พรรคร่วมรัฐบาล "ปชป.-ภูมิใจไทย" ร่วมด้วยฝ่ายค้าน ล่าชื่อยื่น ประธานสภาฯ ชงญัตติตั้ง กมธ.ติดตามตรวจสอบใช้งบฯ เงินกู้ ขณะที่ประธาน ส.ส. พปชร.ค้าน ชี้สิ้นเปลือง ซ้ำซ้อนงาน กมธ.สามัญ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)กู้เงิน 3 ฉบับ เป็นวันที่สี่ โดยสมาชิกยังคงสลับกันอภิปราย และพุ่งเป้าไปยังประเด็นตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณจากเงินกู้หลังจากนี้ โดยสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญ ขึ้นมาติดตามตรวจสอบการใช้เงินในโครงการต่างๆ เกี่ยวกับการเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19

 โดยในช่วงบ่ายของการอภิปราย ปรากฏว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากต้องการให้สภาฯ ร่วมติดตามตรวจสอบการใช้เงินนอกจากหน่วยงานของรัฐที่จะดำเนินการ

ทั้งนี้การเสนอญัตติดังกล่าว เมื่อรวมกับญัตติที่เคยยื่นก่อนหน้านี้ จะรวมเป็น 4 ญัตติ ได้แก่ ของ ส.ส.พรรคก้าวไกล และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการใช้เงินกู้ของรัฐบาล ซึ่งนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่สอง ฐานะผู้พิจารณาญัตติก่อนบรรจุระเบียบวาระ เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า จะบรรจุให้เป็นญัตติด่วน และจะนำเข้าสู่การพิจารณาทันที หลังจากที่สภาฯ เสร็จสิ้นการพิจารณา พ.ร.ก. ทั้ง 4 ฉบับ และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ วงเงิน 8.8 หมื่นล้านบาท เพราะถือเป็นญัตติที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

ปชป.ล่าชื่อส.ส.ชงตั้งกมธ.

ขณะที่บรรยากาศที่สภาฯ เมื่อเวลา 15.30 น. คณะส.ส.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)นำโดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง และนายเทพไท เสนพงศ์ นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ได้แถลงขอยื่นเรื่องถึงประธานสภาฯ เพื่อขอให้ตั้งญัตติ เรื่องตั้ง กมธ.วิสามัญติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 

โดยนายสาทิตย์ ระบุว่า เงินกู้ดังกล่าว 1 ล้านล้านบาท ถึงแม้จะมีบัญชีแนบท้ายกำหนดกรอบไว้กว้าง ๆ แต่ไม่มีรายละเอียดของโครงการ อีกทั้งเมื่อได้รับฟังการชี้แจงของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว พบว่าเพราะเป็นภาวะฉุกเฉินที่จำเป็นเร่งด่วน ต้องใช้จ่ายเงินด้วยความรวดเร็ว จึงมีเวลาในการใช้นำเสนอโครงการและระยะเวลากลั่นกรองก่อนพิจารณาอนุมัติน้อย โดยเฉพาะใน 4 ข้อที่แนบท้าย ไม่มีรายละเอียดใดเลย 

จึงเป็นห่วงว่าการกู้เงินจำนวนมากขนาดนี้ อาจจะนำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ไม่โปร่งใส มีการรั่วไหล จะยิ่งเป็นการสร้างความเสียหายเสมือนเป็นการซ้ำเติมประชาชนมากยิ่งขึ้น

ห่วงมท.เร่งรัดทุกจังหวัดเร่งเบิก

“เพราะทราบว่า มีการเร่งรัดจัดทำนโยบายโดยให้กระทรวงมหาดไทยสั่งถึงทุกจังหวัด ให้เร่งทำโครงการขอเบิกงบเงินกู้ จำนวน 4 แสนล้าน จาก 1 ล้านล้านบาท ใน พ.ร.ก.ฉบับแรก เนื่องจากยังมีเวลาจำกัดแค่ 30 วัน ที่จะเสนอเรื่องเข้ามาถึงส่วนกลาง ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดการฮั้วระหว่างผู้รับเหมา กับผู้มีอำนาจแต่ละจังหวัดจะเกิดขึ้นได้ง่าย แม้จะมีการชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้องว่าในงบ 4 แสนล้านนี้ อาจจะมีการให้เสนอโครงการมาเป็นรอบๆ โดยรอบหลังๆ จะให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมด้วย แต่ไม่มีรายละเอียดว่าภาคประชาสังคมที่อ้างนั้นเป็นใคร จากไหน ฝ่ายไหน และเสนออะไร 

หักดิบพปชร.ไม่รอคำตอบ

เหตุนี้จึงขอให้มีการตั้งคณะกมธ.วิสามัญฯ เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าวให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และการใช้จ่ายที่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้เกิดการจ้างงานประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้ จึงขอเสนอญัตตินี้ให้ตั้ง กมธ.ชุดนี้ขึ้น ซึ่งในที่ประชุมพรรค ปชป.เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส.ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ และได้แจ้งต่อประธานวิปรัฐบาลไปแล้ว ซึ่งเขาขอเวลาที่จะนำเรื่องนี้หารือกับผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ เพื่อให้คำตอบในวันที่ 31 พ.ค. จะมีท่าทีที่ชัดเจนขึ้น นายสาทิตย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากท่าทีของประธานวิปรัฐบาลและฝ่ายบริหารแสดงท่าทีไม่อยากให้ตั้ง กมธ.ชุดนี้ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เบื้องต้นมีการพูดคุยกันแล้ว ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ช่วยรัฐบาลในการทำงาน

เมื่อถามว่า หากพรรคพลังประชารัฐไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไรต่อไปในการตั้งกมธ.ชุดนี้ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ยังมีเวลาคิดอีก 3-4 วันและส่วนตัวคิดว่าเขาคงจะไม่ปฏิเสธข้อเสนอนี้ในทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อส.ส.ผู้ขอเสนอญัตติมี ส.ส.ประชาธิปัตย์ 6 คน นำโดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายประกอบ รัตนพันธ์ นายเทพไท เสนพงศ์ นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี และนายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและมี ส.ส. สนับสนุนอีก 20 คน อาทิ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ และนางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์

ภท.ร่วมด้วยหนุนญัตติ​ตั้งกมธ.

ต่อมาใน 17.00 น. ที่รัฐสภา นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และคณะ แถลงข่าวว่า ตนในฐานะส.ส.ขอใช้เอกสิทธิ์ร่วมกับส.ส.กว่า 20 คน จากหลายพรรคการเมือง เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ภูมิใจไทย ประชาธิปัต​ย์ เสนอญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญ​ ติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตาม พ.ร.ก ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ซึ่งเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการตรวจสอบรวมถึงเป็นหน้าที่ของ ส.ส. ที่จะตรวจสอบร่วมกับรัฐบาล เพื่อให้การใช้งบ​เป็นไปตามวัตถุประสงค์​

ส่วนการดำเนินการดังกล่าวมีการหารือกับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเอกสิทธิ์​ของส.ส. ที่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากเป็นเจตนา​ที่ดีในการช่วยเหลือรัฐบาล

“ก้าวไกล”หนุนพรรครัฐบาล

ขณะที่พรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคแรกที่เสนอญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้งบประมาณในการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ได้แถลงสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค โดยระบุว่า พรรคก้าวไกลเป็นพรรคแรกที่เสนอเรื่อง จากนั้นได้นำเข้าเสนอที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน ให้ตรวจสอบ 2 ส่วน คือการใช้งบ เเละมาตรการในการเเก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 

ประธานส.ส.พปชร.ค้าน

ขณะที่ท่าทีจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ต่อกรณีนี้ ระบุว่า ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยกับการตั้ง กมธ.วิสามัญฯดังกล่าว เพราะมีหน่วยงานราชการที่น่าเชื่อถือพิจารณาและกลั่นกรองอยู่แล้ว อาทิ สภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ร่วมทั้งในระดับพื้นที่จะต้องเสนอผ่านคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัด และ กลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.)กลั่นกรอง ก่อนเสนอให้ครม.เป็นผู้อนุมัติโครงการตามที่เสนอมาเท่านั้น 

โดยนักการเมืองไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ขณะที่สภาฯ ก็มีกมธ.สามัญฯ จำนวน 35 คณะ ซึ่งสามารถทำหน้าที่และสามารถตรวจสอบพ.ร.ก.กู้เงิน1.9 ล้านล้านบาท ทั้ง 3 ฉบับ พวกเราที่เป็น ส.ส ทุกคน ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ในฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องมั่นใจในระบบราชการที่เข้ามาดูแลงบประมาณตัวนี้ จึงไม่จำเป็นต้องตั้งกมธ.วิสามัญฯ ให้ขึ้นมาทำงานซ้ำซ้อน เสียเวลาการทำงานกับทุกฝ่าย และรวมทั้งเสียงบประมาณของแผ่นดิน เกี่ยวกับเบี้ยประชุมอีกด้วย

ประธาน ส.ส.พปชร. กล่าวว่า ในส่วนที่ฝ่ายค้านคิดและเป็นข้อกังวลในการใช้งบประมาณเกรงว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชันนั้น หรือใช้งบประมาณไปไม่ตรงวัตถุประสงค์นั้น ท่านต้องอย่าลืมว่าประเทศไทยนั้นก็มีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน( สตง.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ร่วมตรวจสอบ ยิ่งโดยเฉพาะพ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านบาทถือว่า มีกรอบดำเนินการที่รัดกุมโดยใช้กฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาบังคับใช้ กำกับติดตาม การเบิกจ่ายเงินกู้ และ ต้องมีการประเมินโครงการต่างๆ นำเสนอต่อ ครม.ทุก 3 เดือน  

ส่วนการกำกับติดตามเงินกู้และผลสัมฤทธิ์ของโครงการ มาตรการต่างๆเหล่านี้ ผมเชื่อและมั่นใจว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นั้นได้คิดและวางแผนมาตรการต่างๆในการบริหารจัดการไว้แล้ว ซึ่งมีการรายงานต่อรัฐสภาภายใน 60 วันนับแต่สิ้นปีงบประมาณ ซึ่งถือว่ามีมาตรฐานตรวจสอบ หรือ มีการประเมิน KPI สูงกว่าเมื่อเทียบกับพ.ร.ก.เงินกู้ในอดีตคือ พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็งในปี 52 และพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อวางระบบบริหารน้ำ ปี 2555

‘มิ่งขวัญ’ ซัดทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

ส่วนการอภิปรายฯ ของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้ลุกขึ้นอภิปราย โดยแยกตัวจากโซนที่นั่ง ส.ส.ของพรรคเศรษฐกิจใหม่ ไปนั่งฝั่งพรรคเพื่อไทย พร้อมอภิปรายว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเดียวในประวัติศาสตร์ที่แจกเงินแล้วโดนด่า ทั้งชิมช้อปใช้ที่ยืมมือประชาชนเอาเงินรัฐไปให้เจ้าสัว รวมถึงการเอางบกลางกรณีฉุกเฉิน 5 แสนล้านบาทมาใช้จนหมดไปแล้ว 

ขอตำหนิอย่างรุนแรง ฝีมือทีมบริหารเศรษฐกิจแย่มาก ห่วยแตก ที่ใช้งบกลางหมดไปแล้ว ส่วนเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทนั้น ควรนำไปให้กระทรวงสาธารณสุข 1 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขและวัคซีน ส่วนอีก 9 แสนล้านบาทที่เหลือ อย่ามุบมิบโมเม ควรเอามาแจกประชาชนให้ทั่วถึง อย่าเหมารวมเอาการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวแล้วเอาเงินก้อนนี้ไปโปะสิ่งที่ทำผิดพลาดมา ถ้าทำอย่างนี้ ถามตัวเองว่าสมควรอยู่บนแผ่นดินนี้หรือไม่ เพราะประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนการดูแลช่วยเอสเอ็มอีที่มีอยู่ 3 ล้านราย ก็ดูแลแค่อยู่แค่ 4-5 แสนราย

ในตอนท้าย ได้ระบุว่า อยากฝากว่า เงินกู้ต้องทำให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด ถ้าเป็นได้ควรทบทวนเงินที่จะไปพัฒนาสาธารณสุข ต้องให้รางวัลนักรบที่ช่วยให้ได้ชัยชนะ งบประมาณประจำที่อยู่ในงบปกติ อย่าไปเปลี่ยนปกใหม่มายื่นขอเงินกู้ และขอให้ตั้งกมธ.ตรวจสอบการใช้เงินกู้ หวังว่า เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทนี้ จะไม่เปิดโอกาสให้เกิดทุจริต ขอสักครั้ง ให้คนไทยทั้งประเทศได้ประโยชน์สูงสุด ส่วนไปตายเอาดาบหน้าจะหาเงินยังไง นายกฯและครม.คงได้ไปคิด

นายกฯ เข้าสภาแจง 4วันรวด

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เดินทางร่วมประชุมสภาฯ ในเวลา 15.50 น. โดยนายกฯ กล่าวถึงบรรยากาศการประชุมตลอดทั้ง 4 วันว่า ทุกครั้งก็เหมือนกันอย่างนี้ ซึ่งพูดคล้ายๆ ของเดิม มีแต่คนพูด แต่ไม่มีคนฟัง และถามคนตอบคนแต่ไม่มีคนฟัง เก้าอี้เยอะแยะแต่ว่างหมดเลย ดังนั้นให้ช่วยกันฟังอะไร ที่มีเหตุมีผลแล้วกัน ซึ่งตนก็เคารพทุกความเห็น

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่า รัฐบาลยังไม่รับฟังความคิดเห็นในการเสนอตั้ง กมธ.ตรวจสอบการใช้งบฯ จากพ.ร.ก.กู้เงิน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เขาเสนอกันในห้อง แล้วก็ตอบรับกันเองในห้องไม่ใช่เหรอ ผมว่า ไม่ใช่มั้ง เพราะกลไกมันอยู่ข้างนอกกันเยอะ”

วิปรัฐบาลคาดลงมติวันนี้บ่าย 2 

ทางด้านวิปรัฐบาล โดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิป ระบุว่า คาดว่าวันอาทิตย์(31พ.ค.63) เวลา 14.00 น.จะสามารถลงมติพ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับได้

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: