‘ประพล’ ปล่อยกู้อุ้ม ‘เออีซี’ ฝ่ายบริหาร รุดเจรจารายอื่นเพิ่มระดมเงิน 100 ล้าน

‘ประพล’ ปล่อยกู้อุ้ม ‘เออีซี’ ฝ่ายบริหาร รุดเจรจารายอื่นเพิ่มระดมเงิน 100 ล้าน
30 พฤษภาคม 2563
1,421

ผู้ถือหุ้นใหญ่ “ประพล มิลินทจินดา” ยอมควักกระเป๋าปล่อยกู้ “บล.เออีซี” แต่ยังอุบวงเงิน ด้านผู้บริหารเดินหน้าเจรจานักลงทุนรายอีก หวังระดม 100 ล้าน ดันกองทุนสภาพคล่องสุทธิเป็นไปตามเกณฑ์ ลั่นพร้อมทำทุกทาง ทั้งขายเงินลงทุน-เพิ่มทุน  หวังกลับมาทำธุรกิจโดยเ

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AEC  พยายามเร่งแก้ปัญหาเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (NC) ที่ติดลบ ด้วยการหาเงินทุนเข้ามาเติม ทั้งการกู้เงิน และการขายสินทรัพย์ลงทุน หวังกลับมาทำธุรกิจได้ตามปกติ 

นายชองอี ไต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เออีซี  เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหา NC ติดลบว่า ฝ่ายบริหารของบริษัทได้เข้าหารือกับนายประพล มิลินทจินดา ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เพื่อขอกู้เงินด้อยสิทธิ ซึ่งนายประพลตอบรับที่จะให้บริษัทกู้เงิน แต่มูลค่าเท่าใดนั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ และได้เจรจากับนักลงทุนรายอื่นๆ เพื่อขอกู้เงินด้อยสิทธิเช่นกัน ซึ่งบริษัทต้องการกู้เงินด้อยสิทธิมูลค่ารวม 100 ล้านบาท เพื่อให้ NC ของบริษัทพลิกกับมาเป็นบวกและเป็นไปตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ขั้นต่ำอยู่ที่ 25 ล้านบาท

สำหรับแนวทางอื่นในการระดมเงินเข้ามานั้น คือการขายตราสารหนี้ (หุ้นกู้) ที่ถืออยู่ เช่น บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC), บมจ. สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP), บมจ.บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM), บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์  (BTS), บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA), บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย)(FPT) แต่การขายหุ้นกู้ทำได้ลำบาก และราคาซื้อขายในตลาดรองต่ำ แม้หุ้นกู้ดังกล่าวจะมีเรทติ้งระดับ A

ส่วนหุ้นที่บริษัทลงทุนนั้น ปัจจุบันมี 3 บริษัท คือ บมจ.เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป (ACAP), บมจ.พีพี ไพร์ม (PPPM) และบมจ.สตาร์ ยูนิเวอร์แซล เน็ตเวิร์ค (STAR) ซึ่งบริษัทสามารถขายได้ แต่ได้เงินไม่มาก ขณะที่การเพิ่มทุนจดทะเบียน  ตามมติคณะกรรมการ (บอร์ด) เมื่อวันที่ 14 พ.ค.จำนวน 750 ล้านหุ้นนั้น  แบ่งเป็นเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) 500 ล้านหุ้น อัตรา 2.5 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคา 0.60 บาท จองซื้อ 10-17 ส.ค.นี้ ซึ่งบริษัทจะได้เงิน 300 ล้านบาท

 และ อีก 250 ล้านหุ้น เพื่อรองรับกรใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิ (AEC-W6) ที่จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน อัตรา 2 หุ้นสามัญใหม่ที่จองซื้อต่อ1หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ หากผู้ถือหุ้นเดิมใช้สิทธิไม่มาก บริษัทสามารถเสนอขายแก่นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) ได้ ซึ่งจะใช้เวลานาน ดังนั้นวิธีที่เร็วที่สุดในการทำให้ NC กลับมาได้ตามเกณฑ์คือ การกู้เงินด้อยสิทธิ

“ทางที่ดีและเร็วที่สุดให้ NC กลับมาตามเกณฑ์คือ การกู้เงินด้อยสิทธิซึ่งเจรจากับผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ตอบรับว่าจะช่วยเหลือ และยังติดต่อกับนักลงทุนรายอื่นๆเพิ่ม อีกทั้งยังมีวิธีอื่น คือขายหุ้นกู้ ขายหุ้นในพอร์ต และเพิ่มทุน ซึ่งต้องใช้เวลา”

เขากล่าวว่า ขณะนี้ลูกค้าของบริษัททยอยโอนพอร์ตลงทุนหุ้นไปโบรกเกอร์อื่น โดยก่อนเกิดเหตุ NC ติดลบ บริษัทมีเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน (IC) หรือ มาร์เก็ตติ้งจำนวน 24 คน ขณะนี้ทยอยย้ายไปโบรกเกอร์อื่น เพราะถูกระงับการดำเนินธุรกิจ โดยพยามทำทุกอย่างให้บริษัทกลับมาดำเนินธุรกิจอีกครั้ง 

สำหรับแผนธุรกิจหลังจากแก้ไขปัญหา NC บริษัทจะรุกธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ โดยเน้นให้บริการออนไลน์ ในการนำโปรแกรมเทรด (AI) เข้ามาให้บริการ เนื่องจากการเพิ่มจำนวนมาร์เก็ตติ้งคงทำได้ลำบาก และธุรกิจด้านวาณิชธนกิจด้านที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) เพราะการทำดีลนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ IPO ใช้เวลานาน ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นเข้าเป็นลูกค้าซื้อขายหลักทรัพย์ คือ บริษัทสามารถแก้ไขปัญหา NC แล้วกลับมาให้บริการได้  โดยแสดงว่าบริษัทมีความแข็งแรง

“ตอนที่ผมเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารใน AEC มีแผนขยายธุรกิจหลักทรัพย์ และด้านอื่นๆ โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้บริษัทพลิกกลับมามีกำไรในปีหน้า ซึ่งเรามีแผนขยายหลายอย่าง และเราเตรียมเพิ่มทุน เพื่อนำเงินมาขยายธุรกิจ แต่พอเกิดเหตุการณ์หุ้นกู้การบินไทยถูกลดเรทติ้งเป็น C ทาง ก.ล.ต.ให้เราต้องปรับวิธีคำนวณ NC เป็นวิธีที่ 2  ทำให้เรามีNCติดลบ ทำให้แผนงานเราต้องปรับเปลี่ยนไป”

อนึ่งบล.เออีซี ถือหุ้น ACAP จำนวน 4.22 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.33% ราคาซื้อขาย ณ วันที่ 29 พ.ค.2563 อยู่ที่ 0.64 บาทต่อหุ้น, ถือหุ้น PPPM จำนวน 19.32 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.81% ราคาซื้อขาย ณ วันที่ 29 พ.ค.2563 อยู่ที่ 0.36 บาทต่อหุ้น และถือหุ้น STAR ถือจำนวน 1.95 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.72% ราคาซื้อขาย ณ วันที่ 29 พ.ค.2563 อยู่ที่ 2.46 บาทต่อหุ้น 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: