กังวลความขัดแย้ง US - CHINA

กังวลความขัดแย้ง US - CHINA
29 พฤษภาคม 2563 | โดย บล.กรุงศรี
1,315

คาด SET อ่อนตัวทดสอบ 1,325 – 1,330 จุดก่อนจะสลับรีบาวด์  จากความกังวลความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-จีนที่เพิ่มขึ้นหลังรัฐสภาจีนอนุมัติกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ในฮ่องกง

ตลาดหุ้นวานนี้

SET Index ลดลง 7.6 จุด (-0.56%) ปิดที่ระดับ 1,338 จุด มูลค่าการซื้อขาย 8.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของปัญหา Trade war ระหว่างจีนกับสหรัฐ หลังจากสภาประชาชนจีนมีมติผ่านร่างกฏหมายความมั่นคงในฮ่องกง รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงส่งผลให้มีแรงขายในกลุ่มธุรกิจน้ำมันกดดันตลาด นำโดย PTT PTTEP TOP และ PTTGC  ส่วนนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 763 ล้านบาท  , ขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 1,601 ล้านบาท แต่ Net Short TFEX SET50  1,069 สัญญา

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้     

เรามีมุมมองเป็นลบคาด SET อ่อนตัวทดสอบ 1,325 – 1,330 จุดก่อนจะสลับรีบาวด์  จากความกังวลความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-จีนที่เพิ่มขึ้นหลังรัฐสภาจีนอนุมัติกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ในฮ่องกง ส่วนทางสหรัฐเตรียมประกาศนโยบายฉบับใหม่ที่จะดำเนินการกับจีนในวันนี้ (29 พ.ค.) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอาจลามไปสู่ความขัดแย้งในข้อตกลงยุติ Tradewar เฟส 1 นอกจากนี้ Valuation SET ที่ตึงตัวจะเป็นลบต่อทิศทางการลงทุน อย่างไรก็ตามคาดว่าดัชนีจะสลับรีบาวด์ในช่วงอ่อนตัวได้จากความคาดหวังการผ่อนปรน Lockdown เฟส3 ในสัปดาห์นี้ รวมถึงแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นรายตัวที่ได้เข้าคำนวณ MSCI Thailand Index รอบใหม่ที่จะมีผลวันนี้

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

  • กลุ่มหุ้นที่ได้เข้าคำนวณ MSCI Thailand Index รอบใหม่ AWC  BAM  KTC  มีผล 29 พ.ค.
  • MINT CENTEL ERW AOT คาดหวังรัฐออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังคลาย Lockdown
  • MAJOR SPA  คาดศบค.ผ่อนคลาย Lockdown เฟส 3 ในสัปดาห์นี้
  • กลุ่มที่คาดว่างบ 2Q20 จะเติบโตขึ้น  ( CKP TASCO STA RS )

หุ้นแนะนำวันนี้

  • MTC (ปิด 53.5 ซื้อ/เป้าสูงสุด IAA Consensus 58) ได้ Sentiment บวกกรมสรรพสามิตลงมติไม่ให้ปรับลดภาษีรถยนต์ 50% ตามที่ สอท.เสนอ คาดหนุนราคาตลาดรถมือสองกลับสู่ภาวะปกติลดผลกระทบจากราคาขายรถยึดที่ลดลง นอกจากนี้ MTC ยังได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง รวมถึงวันนี้ MTC ยังได้รับการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจากดัชนี MSCI ด้วย
  • BCPG (ปิด 17.1 ซื้อ/เป้า 19.8 ) BCPG เป็นหุ้น Defensive ที่ Valuation ไม่แพงซื้อขายบน PE ต่ำเพียง 13-14 เท่าจ่ายปันผลสม่ำเสมอให้ Dividend yield ประมาณ 5-6% ต่อปี นอกจากนี้ยังมี Growth story จากจำนวน MW ที่เพิ่มขึ้น จากโครงการโรงไฟฟ้า Nam San 3A และ 3B ในเวียดนาม, โรงไฟฟ้าพลังงานลม Swan กำลังการผลิต 270MW ในลาว และโรงไฟฟ้า solar สี่แห่ง 75MW ในญี่ปุ่น ช่วยหนุนให้กำไรสุทธิของ BCPG เติบโตต่อเนื่องในปีนี้ .

บทวิเคราะห์วันนี้

CPF (ปิด 31 ซื้อ/เป้าใหม่ 36.25 เดิม 32.75), EPG (ปิด 5.2 ซื้อ/เป้า 6.5)

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (-) ดาวโจนส์ ลดลง 147.63 จุด กังวล trade war จีนกับสหรัฐ ตึงเครียด หลังจีนผ่านกฏหมายความมั่นคงในฮ่องกง: โดยวานนี้ สภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ลงมติผ่ารร่างกฏหมายความมั่นคงในฮ่องกง ส่งผลให้นักลงทุนกังวลความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐจะกลับมาตึงเครียดขึ้นเนื่องจากสหรัฐไม่เห็นด้วยกับการออกกฏหมายดังกล่าว ล่าสุด สหรัฐประกาศจะเพิกถอนสถานะพิเศษทางเศรษฐกิจที่เคยให้ไว้กับฮ่องกงออกทั้งหมด ขณะเดียวกันยังเตรียมการยกเลิกวีซ่าให้กับนักวิจัยและนักศึกษาของจีน และทีสำคัญวันนี้ โดนัล ทรัมป์ จะประกาศนโยบายฉบับใหม่ของสหรัฐที่จะดำเนินการกับจีนซึ่งตลาดคาดหมายว่าจะเป็นนโยบายเพื่อลงโทษและตอบโต้ที่จีนผ่านร่างกฏหมายดังกล่าวโดยที่ไม่ฟังคำคัดค้านจากสหรัฐ ส่งผลให้ปิดตลาดดัชนีดาวโจนส์ลดลง 148 จุด (-0.58%) ปิดที่ระดับ 25,401 จุด
  • (+) ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวตอบรับสต๊อกน้ำมันเบนซินและสต๊อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอคลา โฮมา ปรับตัวลง: ราคาน้ำมันดิบ WTI กลับมาเพิ่มขึ้น 90 เซนต์ (+2.7%) ปิดที่ 33.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้เมื่อคืน EIA จะรายงานตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์เพิ่มขึ้น  7.9 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.2 ล้านบาร์เรล แต่นักลงทุนให้น้ำหนักไปที่รายงานตัวเลขสต๊อกน้ำมันเบนซินและสต๊อกน้ำมันที่เมืองคุชชิ่ง ซึ่งสะท้อนดีมานด์ในสหรัฐ มากกว่าโดยวานนี้สต๊อกน้ำมันเบนซินของสหรัฐลดลง 700,000 บาร์เรล  และสต๊อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิง รัฐโอคลา โฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 3.4 ล้านบาร์เรล
  • (-) กลุ่ม Auto และ สินเชื่อรถยนต์ – มี Sentiment ลบหลังกรมสรรพสามิตยังไม่ปรับลดภาษีฯ รถยนต์ ตามที่ สอท.เสนอ: วานนี้ กรมสรรพสามิตจัดประชุมร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมรถยนต์ เพื่อหาแนวทางในการกระตุ้นกำลังซื้อ ซึ่งหนึ่งในหัวข้อการประชุมและเป็นที่สนใจของนักลงทุนและประชาชนทั่วไปคือการเสนออัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ลงจากเดิม 50% โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปว่ายังไม่เห็นควรให้ปรับลดภาษีดังกล่าวเนื่องจากเป็นการแทรกแซงกลไกราคาของตลาด ขณะที่ราคารถยนต์จะลดลงไม่มากไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นกำลังซื้อได้ ประเด็นนี้ถือเป็น Sentiment ลบต่อกลุ่ม Auto (AH SAT STANLY) และสินเชื่อรถยนต์ (TISCO KKP TCAP) ซึ่งมีการไล่ราคาขึ้นมาก่อนหน้า แต่จะเป็นบวกกับกลุ่มสินเชื่อจำนองทะเบียนรถ (MTC SAWAD) เพราะหากปรับลดภาษีจริงจะกดดันราคาตลาดรถมือ 2 มีผลต่อราคาขายรถยึดของกลุ่มบริษัท เมื่อไม่มีการปรับลดภาษีน่าจะทำให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดตามเดิม
แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags: