'กัลฟ์' โชว์ต้นทุนผลิตลดฮวบ อานิสงส์ กกพ. ไฟเขียวไลเซ่นส์นำเข้าก๊าซ

'กัลฟ์' โชว์ต้นทุนผลิตลดฮวบ อานิสงส์ กกพ. ไฟเขียวไลเซ่นส์นำเข้าก๊าซ
22 พฤษภาคม 2563
742

“กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี“ เตรียมนำเข้าก๊าซธรรมชาติช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ หลัง กกพ.ไฟเขียวใบอนุญาตปริมาณ 3 แสนตันต่อปี พร้อมอนุมัติบริษัทร่วมทุน “หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง” นำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีจำนวน 1.4 ล้านตันต่อปี หนุนต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดฮวบ

ราคาหุ้น บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ซื้อขายกันอย่างคึกคักในวานนี้(21พ.ค.) หลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) อนุมัติใบอนุญาตให้ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติในปริมาณ 3 แสนตันต่อปี 

นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (HKH) ซึ่ง กัลฟ์ ถือหุ้น 49% ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ปริมาณ 1.4 ล้านตันต่อปี 

โดยหุ้น GULF วานนี้ ปิดตลาดที่ 39.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาทหรือ 0.64% มูลค่าการซื้อขายรวม 5,682.59 ล้านบาท ระหว่างวันราคาเพิ่มขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 41.50 บาท

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF กล่าวว่า บริษัทคาดว่าจะเริ่มนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้ภายในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยการนำเข้าดังกล่าว จะนำมาจำหน่ายให้แก่โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) จำนวน 19 โครงการของกลุ่มบริษัท เพื่อผลิตไฟฟ้าจำหน่ายแก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโดยรวมของโรงไฟฟ้า SPP ในกลุ่มบริษัทปรับตัวลดลง และทำให้ต้นทุนค่าไฟของลูกค้าอุตสาหกรรมของโรงไฟฟ้าดังกล่าวลดต่ำลงตามด้วย

ส่วนการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีจำนวน 1.4 ล้านตันต่อปี จะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าหินกองขนาดกำลังการผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2567- 2568 โดยการได้รับใบอนุญาตดังกล่าวจะทำให้โรงไฟฟ้าหินกองสามารถลดต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติของโรงไฟฟ้าดังกล่าวลดลงเมื่อสามารถเปิดดำเนินการได้ และส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศลดต่ำลงตามไปด้วย

“การที่บริษัทได้รับใบอนุญาตให้บริษัทนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้จะช่วยหนุนให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของบริษัทปรับตัวลดลงตามไปด้วย เนื่องจากบริษัทสามารถจัดหาก๊าซธรรมชาติที่มีราคาถูกเข้ามาผลิตไฟฟ้าเองได้ นอกเหนือสัญญาซื้อขายที่ทำกับบริษัท ปตท.ไว้ในระดับ 85% ซึ่งทำให้ปัจจุบันมีสัดส่วนส่วนเกินเหลืออยู่ระดับ 15% ขณะที่ในส่วนของโรงไฟฟ้าหินกองจะนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีมาผลิตไฟฟ้าได้กว่า 1.4 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและค่าไฟปรับตัวลดลงด้วย”

นางสาวยุพาพิน กล่าวต่อว่า ขณะที่คาดว่าบริษัทยังจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากกรณีที่คณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งจะส่งผลด้านต้นทุนดอกเบี้ยของบริษัทในโครงการใหม่ๆปรับตัวลดลงตามไปด้วย เช่น การกู้เงินเพื่อมาลงทุนในมอเตอร์เวย์ปีนี้จำนวน 8,900 ล้านบาท ,การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าหินกองช่วงต้นปีหน้า และโครงการแหลมฉบังเฟส 3 รวมถึงการที่บริษัทเตรียมจะออกเสนอขายหุ้นกู้วงเงิน 10,000 ล้านบาท ในช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.ปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนด้านดอกเบี้ยของบริษัทปรับตัวลดลงจากเดิมที่อยู่ระดับประมาณ 3.3% ต่อไป

นอกจากนี้คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/2563 จะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาที่มีผลขาดทุนราว 413 ล้านบาท เนื่องจากความต้องการของลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมที่กลับมาใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ซึ่งเป็นเพียงการขาดทุนทางด้านบัญชีลดลงตามไปด้วย

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: