จับตา 'ซีพีออลล์' โชว์แผนระยะยาว ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน

จับตา 'ซีพีออลล์' โชว์แผนระยะยาว ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน

ถามว่าธุรกิจที่ทำยอดขายและมีความต้องการมากที่สุดในช่วงล็อกดาวน์ คงหนีไม่พ้นอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ ตามมาด้วยการให้บริการการขนส่งสินค้าและอาหาร รวมทั้งอาหารสดอาหารสำเร็จรูป ที่กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม

จนทำให้คาดหมายถึงตัวเลขที่ออกมาไม่ว่ายอดขายและกำไรที่น่าจะเอาตัวรอดในวิกฤติครั้งนี้ได้

ยักษ์ใหญ่ร้านสะดวกซื้อที่มีทั้งอาหารและสินค้าจำเป็นในชีวิต และมีบริการขนส่ง บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และยังมีบริษัทลูกในกลุ่ม แคชแอนด์แครรี่ บริษัท สยายแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO จำนวน 130 สาขา จึงถูกคาดหมายถึงตัวเลขการเติบโต ซึ่งไตรมาส 1 ปี 2563 ที่พึ่งประกาศผลการดำเนินงานออกมาไม่สร้างความผิดหวังให้นักลงทุน

ด้วยรายได้ 145,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน มีปัจจัยมาจากรายได้การขยายสาขาใหม่และรายได้การขายสินค้าของ แม็คโคร ซึ่งในไตรมาสดังกล่าวบริษัทสามารถเปิดสาขาใหม่ 271 สาขา ส่งผลทำให้สิ้นไตรมาสมีสาขาทั้งหมด 11,983 สาขา แบ่งเป็นสาขาของบริษัทเปิดใหม่ 186 สาขา และสาขา store business partner (SBP) และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต เปิดใหม่ 85 สาขา

ขณะที่ตัวเลขกำไรสุทธิในวงดดังกล่าวอยู่ที่ 5,645 ล้านบาท ลดลง 2.2 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน มาจากร้านสะดวกซื้อเติบโตในระดับต่ำกว่าเป้าหมายและผลกระทบจากดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น หลังปรับมาตรการทางบัญขี TFRS 16 จํานวน 308 ล้านบาท

เมื่อแบ่งตามสัดส่วนกำไรก่อนหักภาษีและค่าใช้จ่ายจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อคิดเป็น 73 % นั้น ปรากฎว่ามีตัวเลขกําไรขั้นต้น 23,234 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1 %จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทำให้อัตราส่วนกําไรขั้นต้นอยู่ที่ 28.0 % เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2561 ที่มีสัดส่วน 27.9 % จากการขายสินค้าที่มีกําไรขั้นต้นในระดับสูงเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวยังไม่สามารถสะท้อนผลกระทบจากภาวะล็อกดาวน์ธุรกิจที่เกิดขึ้นได้ ด้วยระยะเวลาที่มีผลมากที่สุดคือปลายเดือนมี.ค. และ เม.ย. เต็มเดือน ซึ่งมีผลมากที่สุดคือในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 เนื่องจากเมื่อดูจากสัดส่วนยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) และจำนวนลูกค้าที่ใช้จ่ายต่อสาขาในไตรมาส 1 ปี 2563 เริ่มมีการปรับตัวลดลง

โดยตัวเลข SSSG ลดลง 4.0 % มียอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน 78,872 บาท ยอดซื้อต่อบิล โดยประมาณเท่ากับ 70 บาท ในขณะที่จํานวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 1,122 คน

ดังนั้นในช่วงไตรมาส 2 นี้ น่าจะเห็นตัวเลข SSSG ปรับตัวลดลงไปอีก เพราะนอกจากกลุ่มคนลูกค้าคนไทยที่ไม่ค่อยมาใช้บริการหน้าร้านแล้วยังมีกลุ่มลูกค้าต่างชาติตามสาขาแหล่งท่องเที่ยวมียอดขายลดลงตามไปด้วย

ก่อนหน้านี้บริษัทแจ้งข่วงบวกระยะยาวเข้าทำสัญญาแฟรนไชส์หลัก 7-Eleven ในประเทศกัมพูชา ระยะเวลา 30 ปี โดยคู่สัญญาอาจตกลงต่ออายุสัญญาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ20ปี

โดยแม็คโครเป็นค้าปลีกแคชแอนด์แครรี่ ที่เข้าไปลงทุนใน กัมพูชานำร่องไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าการขยายตลาดในครั้งนี้ไม่ได้มองแค่กัมพูชาประเทศเดียว แต่เป็นก้าวแรกในตลาด CLMV เนื่องจากการขยยายสาขาในไทยค่อนข้างจำกัด ซึ่งแหล่งชุมชนขนาดใหญ่มี 7-Eleven เข้าไปจับจองพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงกันแน่นขนาน

โดยยังไม่นับรวมกับการประกาศเข้าซื้อกิจการ ‘เทสโก้โลตัส’ ในไทยและมาเลเซีย เฉพาะในไทย มีสาขา 1,900 สาขา ใน 73 จังหวัด เข้าถึงกลุ่มลูกค้า 15 ล้านคนต่อสัปดาห์ และยังมีสินทรัพย์ประเภทที่ดินทั่วประเทศอีกจำนวนมาก ซึ่งดีลดังกล่าวจะแล้วเสร็จปลายปี 2563

ดังนั้นจึงส่งผลทำให้ CPALL จะใช้ปัจจัยบวกระยะยาวเข้ามาชดเชยผลกระทบในระยะสั้น ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2 ซึ่งเชื่อว่าการให้ข้อมูลงาน Opp day วันนี้ (19 พ.ค.) ในรอบหลายปีของ CPALL คาดมีการฉายภาพการขึ้นแท่นเป็นผู้นำตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต ( Hypermarket )จะช่วยหนุนศักยภาพการแข่งขันของกลุ่ม การรุกตลาดค้าปลีกระดับกลาง

รวมถึง Synergy ของธุรกิจค้าปลีกที่ครบวงจร นอกจากนี้ยังมีในส่วนเทสโก้ มาเลเซีย ที่จะช่วยเสริมแผนการรุกต่างประเทศของกลุ่มต่อจากการขยายไปใน 4 ประเทศ ซึ่งแม็คโครเข้าไปลงทุนแล้ว กัมพูชา, อินเดีย, จีน และเมียนมาร์