EPG - ซื้อ

EPG - ซื้อ
18 พฤษภาคม 2563 | โดย บล.กรุงศรี
262

ได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลง

คาดว่ากำไร 4QFY20F จะอยู่ที่ราว 232ล้านบาท +9%qoq และ +109%yoy ได้ปัจจัยหนุนจากธุรกิจ ยางฉนวนกันความร้อนและการฟื้นตัวจากธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ ในระยะสั้นผลการดำเนินงานจะยังอยู่ภายใต้ความกดดันจากธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์และการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอลงซึ่งจะกระทบธุรกิจบรรรจุภัณฑ์ แต่ราคาเคมีจะยังคงอ่อนแอเนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ในตตลาดจะเริ่มดำเนินการ ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการทำกำไรของ EPG ในช่วงปี FY21-22F ลดลง คงคำแนะนำ ซื้อ ปรับราคาเป้าหมายลงสู 6.5 บาทต่อหุ้น เทียบเท่า PE 17.5เท่า FY21F และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 3.2%

 

คาดว่ากำไร 4QFY20F จะอยู่ที่ราว 232ล้านบาท +9%qoq และ +109%yoy

การเติบโตของกำไร yoy เป็นผลมาจากธุรกิจยางฉนวนกันความร้อน ซึ่งมีรายได้ที่เติบโตราว 15% yoy (+1% qoq) เนื่องจากฐานที่ต่ำในปีที่แล้วเนื่องจาก EPG ได้ติดต้งกำลังการผลิตเพิ่มในโรงงานใน US อัตรากำไรชั้นต้นจะอยู่ในระดับที่ดีที่ 44% (+0.5ppt qoq) ได้ปัจจัยหนุนจากต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลง รายได้สำหรับธุรกิจยานยนต์จะดีขึ้น 5% qoq หลังจากชะลอตัวลงในไตรมาสที่ผ่านมา กำไรขึ้นต้นจะปรับตัวดีขี้นที่ 26% จาก 24.5% ในไตรมาสกอนจากต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงและรายได้การส่งออกที่สูงขึ้นจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ส่วน TJM จะยังมีผลขาดทุนที่ราว 45 ล้านบาทเทียบกับขาดทุน 56.2ล้านบาทในไตรมาสที่ผ่านมาจากการประหยัดต้นทุน สำหรับรายได้ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะลดลง 5%qoqและ yoy เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนตัวลง ยอดขายของบรรจุภัณฑ์อาหารจะยังคงแข็งแกร่ง จากการ delivery อาหารที่เติบโตแต่จะถูกหักล้างจากการลดลง qoq และ yoy สำหรับบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม อัตรากำไรขึ้นต้นจะอ่อนตัวลง 1ppt qoq มาอยู่ที่ 18.2% เราจึงคาดว่ากำไรจากกิจการร่วมค้าจากธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์จะลดลง 31%qoq สู่ระดับ 30ล้านบาท จากเหตุผลข้างต้นเราคาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ราว 232 ล้านบาท (+9% qoq และ +109% yoy) โดยผลประกอบการจะประกาศในวันที่ 28 พฤษภาคม

 

การดำเนินงานในระยะสั้นจะถูกกดดันจากธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์และธุรกิจบรรจุภัณฑ์

เราคาดว่าการดำเนินงานของชิ้นส่วนยานยนต์จะลดลงแบบมีนียสำคัญใน 1QFY21 (เมษายน-มิถุนายน) เนื่องจากการห้ามดำเนินการผลิตในผู้ประกอบการรถยนต์รายใหญ่ Toyota Isuzu และ Ford เป็นลูกค้าหลักของ EPG เนื่องจากผู้ประกอบการเหล่านี้เป็นผู้นำในตลาดรถกระบะขนาด 1ตัน 90% ของผลิตภัณฑ์ EPG นั้นใช้ในรถกระบะขนาด 1ตัน สื่อรายงานว่าผู้ประกอบการรถยนต์เหล่านีจะกลับมาเริ่มดำเนินงานในสัปดาห์หน้า โดยผู้บริหารคาดว่ายอดผลิตรถยนต์จะลดลงราว 15-20% ในปี 2020 ซึ่งมีความเป็นไปได้มากว่ารายได้จากธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ EPG จะอ่อนตัวลงในระดับใกล้เคียงกัน ธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะยังคงได้รับผลกระทบจากการ lockdown จากเหตุผลดังกล่าวกำไรขั้นต้นจะอ่อนแอลงด้วยจากผลของอัตราการผลิตที่ต่ำลง

  

คงคำแนะนำ ซื้อ พร้อมราคาเป้าหมายด้วยวิธี DCF ที่7.5บาทต่อหุ้น; ธุรกิจยางฉนวนกันความรรร้อนจะช่วยชดเชยการลดลงยอดขายในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์และธุรกิจบรรจุภัณฑ์

อัตรากำไรของ EPG จะลดลงในระยะสั้น แต่หากมองในระยะหกเดือนข้างหน้า เราคาดว่าแนวโน้มของกำไรจะกลับมาดีขึ้นหลังจากมีการผ่อนคลาย lockdown และการฟื้นตัวในการบริโภค เราคาดว่าราคาวัตถุดิบเคมีจะยังคงอยู่ในระดับที่ถูก (40% ของต้นทุนทั้งหมด) ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะช่วยหนุนกำไรขั้นต้น เราปรับกำไรสุทธิของเราลงราว 14% ใน FY21-22F และราคาเป้าหมายสู่ระดับ6.5 บาทต่อหุ้น (จาก 7.5บาทต่อหุ้น) หลังจากปรับลดกำไรขั้นต้นลง (1-2ppt) จากธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์และบรรจุภรรฑ์ ราคาเป้าหมายของเราเทียบเท่าPE 17.5เท่าของ FY21F และ อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 3.2% 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง