Have Fund : ฟื้นก่อนกับ 'กองทุนหุ้นจีน'

Have Fund : ฟื้นก่อนกับ 'กองทุนหุ้นจีน'
7 พฤษภาคม 2563
1,704

การแพร่กระจายของโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก แต่ดูเหมือนประเทศแรกที่เผชิญวิกฤติครั้งนี้ก่อนใครอย่าง ‘จีน’ กำลังเข้าตำราที่ว่า ‘เจ็บก่อน จบก่อน’

จีนจึงเป็นประเทศที่ดูเหมือนจะฟื้นตัวได้รวดเร็วที่สุดประเทศหนึ่ง หลังจากควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้แล้ว และเริ่มกลับมาเปิดเมืองต่าง ๆ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ "กองทุนหุ้นจีน" หลายๆ กองทุน เช่น ‘กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน หรือ B-CHINE-EQ’ ซึ่งผลประกอบการเคยติดลบไป 14% ในช่วงปลายเดือน มี.ค. สามารถพลิกกลับมาเป็นบวก 0.11% ณ วันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา

นโยบายการลงทุนของ B-CHINE-EQ จะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ประเภท "ตราสารทุน" ที่ออกโดยบริษัทจีน โดยเป็นบริษัทที่จัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจในจีน และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับ อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ หรือสหรัฐ เป็นต้น

ทั้งนี้ กองทุนได้แต่งตั้งให้ Allianz Global Investors Asia Pacific Limited ซึ่งจัดตั้งในฮ่องกงเป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน (Outsourced Fund Manager)

สำหรับกองทุนต่างประเทศที่ B-CHINE-EQ นำเงินไปลงทุนด้วยเกิน 20% ได้แก่ กองทุน Allianz China A-Shares ซึ่งเน้นลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นจีน A-Shares และกองทุน Allianz Global Investors Fund – Allianz All China Equity Share Class AT (USD) ซึ่งเน้นลงทุนบริษัทจีนที่อาจจะจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนหรือจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ โดยเน้นปัจจัยพื้นฐาน 3 ด้าน คือ 1.บริษัทที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่า GDP และแนวโน้มกำไรสูงกว่าคาด 2.บริษัทที่มีคุณภาพ พิจารณาจากเงินสด ผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น และความโปร่งใส 3.บริษัทที่มีราคาสมเหตุสมผล โดยดูจาก PEG ต่ำกว่า 1 เท่า

ปัจจุบันเงิน B-CHINE-EQ มีมูลค่าทรัพย์สิน 3.09 พันล้านบาท โดยเงินลงทุนถูกจัดสรรไปลงทุนใน กองทุน Allianz China A-Shares 40.29% กองทุน Allianz All China Equity Share Class AT (USD) 39.64%

158868628320

ซึ่งการลงทุนของ 2 กองทุนนี้จะเน้นไปที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนซึ่งน่าจะพอคุ้นหูกันอยู่บ้าง อาทิ Alibaba Group หนึ่งในบริษัท E-commerce รายใหญ่ของโลก Tencent ผู้ผลิตเกมส์อันดับหนึ่งของจีน Ping An Insurance บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ของจีน รวมถึงบริษัทอย่าง Luxshare Precision Industries ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ให้กับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนทั่วโลก

ส่วนที่เหลือแบ่งลงทุนในหุ้น 3 ตัวหลัก อย่าง Shenzhou Intl Group Holdings ในสัดส่วน 4.4% ซึ่งเป็นผู้รับจ้างผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่ของจีนให้กับแบรนด์เสื้อผ้าระดับโลก อาทิ Nike Adidas Uniqlo เป็นต้น

ส่วนอีก 2.89% ลงทุนใน Health And Happiness (H&H) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเด็ก และอีก 2.85% ลงทุนใน ZTO Express (Cayman) ซึ่งเป็นธุรกิจเดลิเวอรี่และโลจิสติกส์ในระดับโลก

จุดเด่นของกองทุน B-CHINE-EQ อย่างหนึ่งคือ ผลตอบแทนที่ค่อนข้างโดดเด่นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำได้ราว 11.12% เทียบกับค่าเฉลี่ยในกลุ่มที่ติดลบ 4.93% โดย 6 เดือนล่าสุด ผลงานของกองทุนฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เพิ่มขึ้นมา 10.95% เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 0.38%

อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องของผลงานยังเป็นสิ่งที่กองทุน B-CHINE-EQ จะต้องใช้เวลาพิสูจน์กันต่อไป เพราะกองทุนนี้เพิ่งก่อตั้งมาได้ราว 2 ปี และผลงานยังคงติดลบ 2.48% โดย NAV ในขณะนี้อยู่ที่ 9.7532 บาท

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนในกองทุน B-CHINE-EQ ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการจ่ายเงินปันผล ซึ่งที่ผ่านมากองทุนจ่ายมาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ในอัตรา 0.25 บาทต่อหน่วย

ในด้านส่วนค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของกองทุนเก็บจริงอยู่ที่ 1.24% ต่อปี ขณะที่ความเสี่ยงของ B-CHINE-EQ จัดอยู่ในระดับสูง ทำให้ผลประกอบการมีโอกาสผันผวนได้ในระดับ 15-25% นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน ซึ่งกองทุน B-CHINE-EQ จะป้องกันความเสี่ยงนี้โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน 

โดยสรุปแล้วกองทุน B-CHINE-EQ ถือเป็นกองทุนหุ้นจีนที่ค่อนข้างโดดเด่นกว่ากองทุนในลักษณะเดียวกันในตลาด ในรอบปีที่ผ่านมา ส่วนผลตอบแทนจะโดดเด่นต่อเนื่องหรือไม่นั้นยังคงเป็นคำถามที่ต้องติดตาม

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง